2008/09/30

domain ฉันหาย

จู่ๆวันนี้ก็เกิดเข้าเว็บผ่านทาง arjin.com ไม่ได้ซะอย่างนั้น ที่แย่กว่าคือหน้าตา web ที่ redirect ไปทำท่าอย่างกับว่าโดเมนหมดอายุ และโดนซิวไปซะงั้น

งานเข้าละทีนี้!

ทุกอย่างมันก็ปกติดีละครับ เพียงแต่เรื่องมีอยู่ว่าผมย้ายผู้ให้บริการ domain name จากของไทยคือ 101servers ไปใช้บริการ GoDaddy ด้วยเหตุผลสั้นง่ายคือ มันถูกกว่า

process การ transfer domain ก็ไม่สลับซับซ้อนมากนัก แต่ใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะจบสิ้น ที่ปวดหัวหน่อยก็ตรง 101servers ระบบจัดการเองดันมีปัญหา ผมเลยต้องใช้วิธีบ้านๆคือโทรไปให้เขา transfer domain ให้

อย่างไรก็ดีต้องให้เครดิต @markpeak ที่เคยเขียนบันทึกขั้นตอนไว้ เพราะผมก็ทำตามขั้นตอนมันดื้อๆเลย...ใช้อ้างอิงได้ตามนั้นเลยครับ

การ transfer สมบูรณ์ดีจนกระทั่งตอนบ่ายมันเกิดเดี้ยงขึ้นมา

หลังจากงมโข่งอยู่ครึ่งวัน ในที่สุดก็พบว่าข้อมูลที่ transfer มาเกิดข้อผิดพลาดครับ (ไม่กล่าวโทษผู้ให้บริการเดิมนะครับ เข้าใจว่าผมติงต๊องเอง) ทำให้ Godaddy ไม่สามารถดึงค่า Name Servers มาได้ เลยตั้งเป็นเว็บดังที่เห็น error นั่นละครับ



หลังจากหาอยู่ซักพักว่าทำยังไงจะแก้ CNAME ให้ได้ ก็พบว่าขั้นแรกผมต้องไปเลือกค่า Name Servers เป็น Hosting nameservers ก่อน จึงจะสามารถแก้ CNAME ได้ (เดิมมันดึงค่าไม่ได้ เลยเอา Custom nameservers มาให้)

พอสามารถแก้ CNAME ได้ ก็รอ refresh ค่า (ประมาณหนึ่งชั่วโมง) domain ผมก็กลับคืนมา...เรื่องก็จบแต่เพียงนี้

For GoDaddy ...it's all my fault, please ignore problem ticket that I created to you in the afternoon. Thanks.

มองโลกในแง่ดี

ใครที่ได้ดู เดี่ยว7 อาจจะสงสัยว่าอุดมอยู่ข้างไหนกันแน่ เพราะพี่ท่านเหน็บแหลกทั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์ คมช.

เมื่อวานนี้มติชนอ้างบทสัมภาษณ์ของโน้ส อุดมในหนังสือ Hamburger (ผมเลิกอ่านไปซักพักแล้ว) ว่าบรรทัดหนึ่งเขาพูดถึงการเมืองไทยปัจจุบัน มีท่อนหนึ่งที่น่าสนใจดังนี้


สังคมไทยไม่เคยเดินทางมาถึงขนาดนี้มาก่อน มันคือขนาดที่ ว่าทุกคนต่างก็คิดว่า… “มึงไม่ดี แต่กูดี” ณ ตอนนี้ นี่คือแนวคิดหลักของคนในประเทศ ฉะนั้นถ้าคนยังคิดแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน ถ้าคิดแบบนี้ “ไม่มีจบ” เพราะถ้ามึงไม่คิดเหมือนกู แสดงว่า “มึงไม่ดี แต่กูดี” แต่ก่อนเราอยู่กันแบบไหนรู้ไหม “เออ มึงก็ดีเว้ย แต่กูก็ดีเว้ย” เรายังเห็นข้อดีของคนอื่นบ้าง แล้วเราก็ยังหยิบเอาข้อดีของคนอื่นมาใช้ นี่คือวิธีที่มันควรจะเป็นไป คือ เออวะ คนอื่นเขาก็มีดีนะ เราเองก็มีดี แต่ถ้าพูดไปอย่างที่ใจรู้สึกก็จะลำบาก …คือ “มันง่ายที่จะเข้าใจ แต่มันยากที่จะทำใจ”
การมองแบบ Win-Win และรู้สึกมองส่วนดีของคนอื่นบ้าง ในชั่วโมงนี้อาจจะเหมือนคนมองโลกแง่ดีไปหน่อย ในสายตาของ ขั้ว ฝั่ง ใดๆ แต่อ่านแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดว่าบรรยากาศแบบนั้น อาจจะดึงกลับมาคืนในสังคมได้ลำบากเต็มทน

Udomteam: BEACH BOY SPECIAL

การจากไป

ขออนุญาตใช้พื้นที่เล็กๆนี้ไว้อาลัยต่อการจากไปแบบกะทันหัน ของเพื่อนในรุ่นวิศวฯ ๘๕

ได้ทราบข่าวจากเฟอร์ จ็อบผ่านทางเว็บบอร์ด จากนั้นก็มีคนมาสอบถามอยู่บ้าง ว่าเบย์ รัฐพล ทูลแสงงาม (EE85 Gr.L) ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา [รายละเอียด ซึ่งอ.จักรพันธ์ฝากบอกวิธีทำบุญมาด้วย]

บางครั้งเรื่องราวรอบตัวก็คอยเตือนสติพวกเรา ว่าชีวิตนั้นสั้นนัก เวลาผ่านไปรวดเร็ว และทุกอย่างล้วนคาดเดาไม่ได้

ทางวิศวฯรุ่น๘๕ รับเป็นเจ้าภาพในวันพุธนี้ครับ ไม่สามารถไปได้จึงขอฝากเพื่อนๆมาด้วย

ขอไว้อาลัยด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง

2008/09/28

โดราเอม่อนในร่างชินจัง

ขุดเจอใน youtube เข้าให้ซะงั้น เสียงญี่ปุ่นด้วย



คำแปล (ด้วยความอนุเคราะห์จาก dittaya)
- โดราเอม่อน..
- มีอะไรเหรอ โนบิตะคุง
- มีของวิเศษอะไรน่าสนใจบ้าง
- โนบิตะคุงยังเด็ก ยังไม่รู้ ต้องนี่สิ คอปเตอร์ไม้ไผ่
- อา..เป็นเครื่องมือที่ดีจริงๆ
- ทำไมแกนี่รู้จักแต่อะไรแบบนี้นะ

ยังคงเสื่อมได้ตามมาตรฐานชินจัง...

2008/09/24

เซเว่นฯ ART ART

ช่วงที่ผ่านมาร้านเซเว่นฯในไทย นอกจากขายโดราเอม่อนจนร่ำรวย (เคยเขียนแล้ว) จนของขาดไปเป็นสิบรอบในหนึ่งเดือนแล้ว อีกแคมเปญที่ออกมาไล่ๆกันก็คือ โฆษณาชุดที่มีเด็กAFแสดง เพื่อบอกว่า หิวเมื่อไหร่ก็ให้แวะมาที่เซเว่นฯ พร้อมจิงเกิ้ลแบบเอาให้ติดหู

ถ้ายังไม่พอ พี่ท่านสั่งทำป้ายแปะตรงประตูเข้าร้านอีก เพื่อตอกย้ำว่าหิวก็ให้แวะมานะเออ

ก็ไม่น่าแปลกใจที่เซเว่นฯจะย้ำภาพพจน์ เพราะนอกจากมันค่อนข้าง"จริง"แล้ว เซเว่นฯเองก็ทำกำไรจากการขายของกินได้สูงกว่าสินค้าอื่นๆมากนัก

เซเว่นฯเมืองไทยอาจจะเน้นขายของกินครับ แต่เจอเซเว่นฯของญี่ปุ่นเข้าไปหนาวเลย เข้าใจว่าเซเว่นฯที่ญี่ปุ่นมีขายมันทุกอย่างแล้ว ชนิดสากกะเบือยันเรือรบ เลยไม่รู้จะตอกย้ำอะไรดี เพราะอะไรก็มีขาย พี่ท่านเลยทำหนังโฆษณาตัวใหม่ แบบนี้...


...ART มากกก...

ที่มา: Sav Sci Blog

2008/09/20

Fly Me to Polaris

เมื่อวานมีโอกาสได้ดูหนังฮ่องกงเก่าๆเรื่องนึง ชื่อเรื่องคือ Fly Me to Polaris ขอเพียง 5 วัน ให้ฉันรู้หัวใจเธอ ก็ได้พบว่าเป็นหนังที่น่าสนใจดีทีเดียว



Fly Me เป็นหนังปี 1999 (ครับ...เกือบสิบปีแล้ว) สิ่งที่จำได้คือพ.ศ.นั้น สหมงคลฟิล์มโลเลมากที่จะเอาหนังเรื่องนี้มาฉาย เพราะหนังฮ่องกงสำหรับคนไทย ต้องบู๊ระห่ำแหลก ไม่ใช่หนังรักเรียบๆแบบนี้ แต่ลูกสาวเสี่ยเจียงก็ยืนยันว่าถ้าทำการตลาดดีๆ หนังเรื่องนี้ขายได้แน่ และรายรับก็ปิดที่ประมาณ 20ล้านบาท ซึ่งสูงมากสำหรับหนังแนวนี้

Fly Me to Polaris เป็นหนังแนวโรแมนติก เล่าเรื่องของชายหนุ่มตาบอดเป็นใบ้แต่เด็ก ที่ทำงานในโรงพยาบาล และได้พบกับนางพยาบาลสาว (แสดงโดยจางป๋อจือ และหนังเรื่องนี้ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการ) ที่คอยดูแลเขาเรื่อยมา จนวันหนึ่งชายหนุ่มโชคร้ายถูกรถชนเสียชีวิต



แต่ด้วยความโชคดี เมื่อเขาเดินทางไปที่ดาวอีกดวงหนึ่ง เขาได้รับข้อเสนอให้กลับมาที่โลกเป็นเวลา5วัน โดยช่วงเวลานั้นจะไม่มีใครจำเขาได้ และเขาก็บอกความเป็นตัวเองให้กับใครไม่ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะกลับมาเพื่อพบกับนางเอกอีกครั้ง ซึ่งเวลาเพียง 5 วันจะพอหรือไม่ และความรักของสองคนนี้จะเป็นเช่นไร

...เอ้า...พล็อตแบบนี้ก็น้ำเน่าจัดสิครับ แนวๆรักแทบตายสุดท้ายต้องลาจากเนี่ย หนังเปิดโอกาสให้ช่วงต้นเรื่อง เล่าความสนิทสนมของพระเอกนางเอก จากนั้นกลางเรื่องมีพระเอกกลับมาในร่างใหม่ ด้วยอารมณ์กึ่งซึ้งกึ่งขำ และตอนท้ายก็บีบคั้นอารมณ์กันให้ต่อมน้ำตาแตกไปข้าง

เทียบกับหนังบีบน้ำตาเรื่องโปรดอย่าง A Walk to Remember หนังเรื่องนี้บีบคั้นมากเกินไป จริงอยู่ว่าหนังใช้โอกาสของเนื้อเรื่อง บีบคั้นอารมณ์ออกมาได้เต็มพิกัดอย่างที่มันเป็น แต่เพราะทุกอย่างถาโถมเข้ามา20นาทีสุดท้ายของหนัง ความรู้สึกก็คือมันล้นและหนักเกินไป เมื่อหนังจบความรู้สึกจึงค้างคาอยู่

อย่างไรก็ดี ห้วงอารมณ์บีบคั้นนั้นมันก็ขลัง และน่าจดจำและสะเทือนทุกวินาทีเลยทีเดียว จางป๋อจือให้การแสดงที่ดึงคนดูเข้าอารมณ์ได้ดีกว่าพระเอกมากมายนัก

นี่อาจไม่ใช่หนังที่ดีขึ้นหิ้ง แต่เป็นหนังแนวบีบน้ำตาที่ใช้งานได้สำหรับใครที่ชอบหนังสไตล์นี้เป็นพิเศษ

ในห้วงเวลานี้ที่เกาหลีอินเทรนด์ แจแปนก็ยังพออยู่ หนังฮ่องกงเรื่องนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกว่า อะไรที่เป็นเอเชียมันก็มีเสน่ห์ของมัน โดยไม่ต้องแบ่งชาติกันแต่อย่างใด

อ่านต่อ:
HereBe - Xing Yu Xin Yuan - Fly Me to Polaris OST
ThaiDVD - Review Fly Me to Polaris

ทำไม่ได้


พักนี้ชอบการ์ตูนของทิน'มากหน่อย ผมรู้สึกว่าเขาเขียนอารมณ์เบื่อพันธมิตร แต่ไม่เชียร์พปช.ฟูมฟาย แบบขวด หรือเซีย

2008/09/18

ทัวร์นรกไปเช้าเย็นกลับ

SET_20080918_2147

วันนี้ใครเล่นหุ้น หรือดูหุ้น ต้องใช้คำว่าใจหายใจคว่ำ เสียวสยองทุกสองนาทีได้เลย

เช้าปิดตลาดลบสามสิบจุด แต่เปิดภาคบ่ายวิ่งเอาๆ จนไปแตะที่ 600.38 จุด ยืนกลับที่หลักหกร้อยได้

ใครช้อนซื้อช่วงปิดตลาดภาคเช้า แล้วขายทิ้งก่อนปิดตลาดวันนี้ก็กำไรเหนาะๆทันที ไม่ต่ำกว่า 5%

หมายเหตุ: ชื่อ entry ได้มาจากกระทู้ใน Pantip: ร่วงไป 36 จุด กลับมา 600 ได้ โตะใจโหมะเลย

2008/09/17

ไม่ใช่เทวดา

เห็นเดอะนกเอามาแชร์ในบอร์ด 8x เลยขอเผยแพร่ด้วยคน

...นายกทักษิณไม่ใช่เทวดา...



จริงอยู่ ลุงโนบิตะก็ได้ออกมายอมรับว่าเคยผิดพลาด เคยเชียร์ทักษิณจริง แต่ได้กราบขอโทษต่อประชาชน(ไม่รู้กี่คน) และถือว่านั่นเป็นอดีตที่ตนเองหลงผิด

ตรรกะส่วนที่เป็นปัญหาก็คือ ทำไมลุงโนบิกลับคำ กลับความคิด แค่บอกประชาชนก็ถือว่าจบ แต่คนอื่นพอเขาตบัดสัตย์ถือว่าผิด อภัยไม่ได้

...นั่นสิ...

2008/09/13

Barcamp Bangkok2 [ตอนที่3]

(เขียนมาสองตอนต่อกัน แต่ตอนจบไม่มาซักที มาละ...)

วันที่สอง session แรกเริ่ม 11:30น. เลทไปครึ่งชั่วโมงเนื่องจากคนยังไม่เยอะ (สงสัยยังตึ่งตึ้งจากเมื่อคืน)

หัวข้อแรกไปผมไปฟัง หัวข้อยาวเหยียดชื่อ "Make mobile phone more than mobile phone with something Neu" by nuuneoi

แน่นอนว่าคนนำเสนอก็คนคุ้นเคย พี่นู๋นะเอย...ฮี้วว หัวข้อนี้แฟนคลับมาฟังกันเพียบ


เนื้อหาก็เป็นการแนะนำผลงานที่ทำในตระกูล Neu ต่างๆในตื่นตากันไป

ถัดมาหัวข้อชิวๆแต่สนุกก่อนทานข้าว "ประสบการณ์ 7 วันกับ IT ในประเทศลาว" โดย @9grit เล่าเรื่องสนุกๆเกร็ดเล็ก จากการที่ได้ไปทำการ setup ระบบในประเทศลาว อาทิเช่นค่าบริการ adsl ในลาว รูปแบบการทำธุรกิจในลาว ฯลฯ

ต่อภาคบ่ายไปฟังหัวข้อเบาๆต่ออย่าง "แนะนำร้านอาหารเด็ด" แต่เพราะว่าหัวข้อกว้างไปหน่อย ร้านก็เลยไหลออกมาในห้องไม่ว่องไวมาก ตัวอย่างร้านที่จดมาได้ก็เช่น โคขุนโพนยางคำ Giants SBหมูกะทะ โนบุทองหล่อ ซาโตอิจิลาดพร้าว71 J-curry พร้อมพงษ์ หัวหิวลาดพร้าว ฯลฯ

DSCF0678

หัวข้อถัดมา เป็น discuss เรื่องการทำให้ Mobile internet เป็นที่นิยมในเมืองไทยโดย Amit จากกูเกิ้ล โดยเขาเปิดประเด็นว่าทำไมคนไทยถึงยังใช้บริการ internet ผ่านมือถือน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ซึ่งข้อสรุปที่ออกมาหลักๆคือ ความเร็วไม่พอ ผู้ให้บริการไม่ให้ความสำคัญ และที่จี๊ดซะก็คือ "เพราะ content ที่ผู้ให้บริการสนใจก็คือการส่ง sms เข้ารายการทีวีกับ โหวต AF แค่นั้นแหละ"

เนื่องจากต้องรีบกลับก่อนครับเลยได้ฟังอีกเพียงหัวข้อเดียว โดย Amit คนเดิมห้องเดิม เรื่อง Tools & Tips to improve website performance โดยพูดถึง 14 rules ของการทำให้เว็บเร็วขึ้น และแนะนำเครื่องมืออย่าง HTTPWATCH และ YSLOW

ออกมาจากงาน ก็ไปกับนู๋เนย เพราะ Amit อยากไปเดิน MBK เพื่อดูร้านมือถือที่นั่นครับ จากนั้นก็ลงไปซื้อของตามสูตรการพาชาวต่างชาติเดิน MBK

...Amit ต่อของเก่งมากครับ ข้าพเจ้ายอมแพ้เลย +_+"

สรุปแล้วในฐานะไป Barcamp ครั้งแรก การมาครั้งนี้ก็ได้อะไรติดออกมาเหมือนกันพอสมควร ได้รู้ ได้ความคิดใหม่ๆเยอะดี ได้รู้จักหลายคนที่เคยเห็นกันแค่ twitter โอกาสหน้าจะพยายามหาหัวข้อพูด ถ้าจะมีคนฟังนะครับ แหะๆ

2008/09/11

ทำไมต้องหมัก?


(วันสองวันมานี่ มีข่าวว่าผู้ชุมนุมบางตาลงไป หลังจากที่นายกฯเจออาหารเป็นพิษเข้า แต่บ้างก็ว่าเก็บแรงรอผลการเลือกนายกฯวันศุกร์)

2008/09/09

อาหารเป็นพิษ



A: จะไปบอกเพื่อนต่างชาติยังไงดีวะเนี่ย ว่านายกฯเราถูกให้ออกเพราะอะไร
N: ออกเพราะข้อหา ทำอาหาร
A: คือจะบอกว่าออกเพราะเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร มันก็จะฮาน่ะ
N: บอกเพื่อนต่างชาติไปนะว่า...เค้าโดนไล่ออกเพราะทำอาหารไม่อร่อย
A: อืม
N: ดังนั้นคุณเชื่อใจในอาหารไทยได้เลย

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ตึ่งโป๊ะ!!

2008/09/08

Barcamp Bangkok2 [ตอนที่2]

เริ่มภาคบ่าย มีคนสังเกตแล้วว่า "หัวข้อนั้น" ชักจะมาแรงแซงหน้า แต่ไม่เป็นไร เขาจัดวางไว้ตอนไพรม์ไทม์ห้าโมงครึ่งแล้ว

ภาคบ่ายได้อีก7รอบ เริ่มด้วย Overview of Thai Computer Crime Act B.E. 2550 โดยผู้สนับสนุนอีกราย Thai-Fi เนื้อหาภาพรวมก็คือพูดถึงรายละเอียดและจุดสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะการเก็บ log การใช้งานสามเดือนเจ้ากรรมนั่นแหละ

How to Fail with Agile หยิบเนื้อหาจากเอกสารชื่อเดียวกับการนำเสนอนี้มาสรุปให้ฟัง ว่าด้วย20ข้อของแผนการล้ม project ที่ใช้ Agile โดยใช้วิธีการของ Agile มันเองนั่นแหละทำลายตัวเอง หัวข้อไปดูในสไลด์ตามลิ้งก์ข้างต้นได้เลย บางข้อฟังแล้วน่าจะเปลี่ยนหัวข้อเป็นทำให้ project ไม่สำเร็จไปเลยก็ยังได้



ถัดมา Gen Kanai คนเดิมนำเสนอเรื่อง Mozilla Fennec หรือ Firefox เวอร์ชั่นบนมือถือซึ่งอยู่ในช่วงการพัฒนา โดยรุ่นแรกน่าจะออกมาให้ทดลองใช้ได้ ในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้



ต่อมาหัวข้อ Web 2.0 in India, China, Japan and Around โดยชาวอินเดีย @preetamrai ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่เขาเดินทางไปหลายประเทศในโลก เลยหยิบยกเว็บ 2.0 ดังๆของแต่ละประเทศมา ซึ่งก็ล้วนมีลักษณะเฉพาะกับประเทศนั้นๆ อาทิ
  • Mixi.jp: social network ที่ใหญ่ที่สุดของคนญี่ปุ่น
  • Babytree: เว็บจากจีนที่ให้พ่อแม่อัพโหลดรูปและเนื้อหาของลูกตัวเองขึ้นไป
  • facemyanmar: ชื่อตรงตัวเลย เพราะมันคือ facebook สำหรับชาวพม่านั่นเอง ว่ากันว่าสาวพม่าหลายคนแจ้งเกิดเข้าวงการบันเทิง ก็เพราะเว็บนี้แหละ
  • niconicodouga.jp: เว็บแชร์วิดีโอของญี่ปุ่น ที่ว่ากันว่าคลิปญี่ปุ่นเด็ดๆทุกเรื่องใน youtube ก็ล้วนเริ่มจากที่นี่ทั้งสิ้น
  • Kizasi: เว็บค้นหาบล็อกสำหรับชาวญี่ปุ่น
  • PhunuNet: เว็บชุมชนสำหรับสาวเวียดนาม
  • YeeYan: group blog เพื่อช่วยกันแปลบทความใดๆ (มักเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์) จากภาษาจีนเป็นอังกฤษ และอังกฤษเป็นจีน
  • มีหลายอันมากก็ข้ามๆเลย...อันสุดท้าย bedposted: ให้ผู้ใช้เข้าไปบันทึกหรือเขียนแผนการใดๆที่เกี่ยวกับเรื่องบนเตียงของตัวเอง =_='


พักเรื่องแนว geek มาเป็นเรื่องการใช้ชีวิตสักหน่อย Thai Culture at Work in International Company โดย @p_warawit บอกเล่าถึงประสบการณ์ในฐานะที่ทำงานองค์กรต่างชาติมานาน ว่าเราจะผสมผสานวิถีชีวิตแบบไทย ให้เข้ากับลักษณะที่เหมาะสมขององค์กรต่างชาติอย่างไร



มาถึงหัวข้อสุดท้ายของวัน คนโหวตมหาศาลมาก ดูท่าทางใครๆก็ชอบอะไรญี่ปุ่นๆแหะ :P



หัวข้อนั้นคือ How To Date A Japanese Girl (by real Japanese girl) โดย @31o5 หรือชื่อญี่ปุ่นคือ ซาโตโกะ ผมไม่ได้ผ่านไปดู session อื่นเพราะกลัวที่เต็มเหมือนกันเลยรีบวิ่งมาเลย แต่คะเนจากคนคาดว่าคงแห่มาฟังกันหมดงาน ซึ่ง session นี้ก็ได้แนะนำหนุ่มไทยผู้ปราถนาจะมีแฟนเป็นสาวญี่ปุ่น ว่าควรทำตัวอย่างไรไม่ให้ Kimoi หรือ Uzai รวมถึงสอนศัพท์ไม้ตายอย่าง Daijobu และบอกว่าจะพบเจอสาวญี่ปุ่นในกรุงเทพฯที่ไหน

เสร็จสรรพหมดงานกลางวันวันแรก ได้เวลาปาร์ตี้!! ที่ร้าน Road House ถนนสุรวงศ์ ซึ่งส่วนใหญก็เดินไปกันนั่นแหละ ง่ายดี

อาหารฟรี เบียร์ฟรี กิจกรรมฮาๆเพียบ แต่ละคนรั่วกันได้ใจเจงๆ สนุกสุดเหวี่ยงเลย ชมภาพเอาเอง








(จริงๆมีภาพมากกว่านี้ แต่ขืนเผยแพร่เดี๋ยวงานเข้า เอาเป็นว่าใครไปก็คงฮากันไปแล้ว)

ปาร์ตี้นี้มันไม่ยั้งเพราะมี Mozilla เป็นผู้สนับสนุนหลักในคืนนี้ ผมออกจากงานมาก่อนตอนสามทุ่มกว่าเพราะจะไปเดินมิดไนท์เซลล์ที่ CTW (แหะๆ +_+" เหตุผลเข้าท่าโคตร) แต่ก็แอบไปถามน้องที่แคชเชียร์ว่าตอนนี้บิลมันเท่าไหร่แล้ว

...
...
...

โอ้วแม่เจ้า ขอบคุณ Mozilla อีกรอบสำหรับคืนนี้ T_T//

(มีต่อตอน3)

2008/09/07

Barcamp Bangkok2 [ตอนที่1]

ดองไม่เขียนมาสัปดาห์หนึ่ง สมควรแก่เวลา



ไม่มีอะไรจะพูด แต่ผมก็ยังดั้นด้นไป Barcamp ซึ่งหนนี้จัดที่จุฬาฯ ซึ่งก็มีข้อดีคือพื้นที่จำนวนมากสามารถเอามาจัดสรรได้ง่ายขึ้น ปีนี้งานจัดสองวันครับ ในส่วนคนจัดการธุระต่างๆทราบในงานว่าเป็นน้องๆ CP32 ก็ขอชื่นชมมาในโอกาสนี้ ว่าจัดงานได้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี ขอบคุณที่น้องๆสละเวลาตนเองแทนที่จะไปนั่งฟังยืยพูด ก็มาช่วยรันธุระเรื่องต่างๆให้

ก่อนอื่น เขาบอกว่าให้ Do anything ในงาน ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกได้เลยว่าตัวเองยัง geek ไม่พอ ก็เลยขออนุญาตเผยนิทรรศการภาพถ่ายจากในงานขนาดย่อมที่ Flickr ให้ไปชมกันเองเถิดนะครับ ^^'

ผมไปงานวันแรกแต่เช้าเลย ก็เจอ @bunthidj รายนี้ไม่แปลกใจเพราะคุยกันก่อนหน้าแล้ว จากนั้นก็ได้เจอหน้าคนที่คุ้นแค่ทาง Twitter อีกหลายคนแบบตัวเป็นๆ โอ้ว กรี๊ดด... (กรี๊ดทำไม =_=')

มีคนสงสัยว่าเนื้อหาที่พูดๆกันเป็นไทยหรืออังกฤษ คำตอบคือเขาก็ไม่ได้กำหนดอะไร แต่เพราะมีฝรั่งมาเข้าร่วมเยอะ พูดอังกฤษไว้ก็น่าจะได้เปรียบกว่าในแง่ผู้ฟัง เพราะ geek ในงานส่วนใหญ่ก็สามารถโต้ตอบสนทนาเป็นภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว

...อ้าว ผมลืมตอบคำถามข้างต้น คำตอบคือผมว่าเนื้อหาครึ่งครึ่งนะครับ ไทย อังกฤษ...

เนื่องจากมี @nuuneoi (จริงๆมันปิด account twitter ไปแล้ว) เป็นทีมงานด้วยก็เลยทราบก่อนว่ามีคนจากทั้ง Mozilla และ Google มาร่วมงานด้วย โอ้ว เท่โคตร...



session แรกของวันแรกเริ่มเวลา 11โมง Next Generation of Mozilla โดย Gen Kanai พูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน Firefox 3.1 หรือ codename Shiretoko หลายๆอย่าง (ดู vdo เต็มๆได้ที่ BarcampBangkok.org)



ถัดมา Mozilla Labs โดย Gen คนเดิม (พี่ท่านมาไทยเที่ยวนี้ ได้พูดซะคุ้มเลย) เล่าถึงโครงการต่างๆ ที่ Mozilla กำลังทำอยู่ อาทิเช่น Aurora การออกแบบ UI ใหม่หมดจดของบราวเซอร์, Prism ที่แยก Web Application ต่างๆให้มาอยู่เสมือนเป็น Desktop App, Snowl ที่รวมพวก IM หรือ Twitter มาไว้ในบราวเซอร์ และ Ubiquity ที่เป็นการใช้ command-line ผนวกเข้ามาในการสั่งการต่างๆ

มีต่ออีก 2 รอบเวลา แต่ผมก็ชิวไปเรื่อย จนมากินเวลาข้าวกลางวันตอนบ่ายโมง เห็นกล่องโฟมแล้วอยากเรียกงาน Barcamp Global Warming จริงๆแหะ =_='



เรื่องอาหารกลางวัน พอดีได้คุยกับน้องๆ ก็เลยจะแชร์ว่างานที่มีคนมาหลายเชื้อชาติ ไม่ควรเตรียมอาหารแค่เพียง หมู กับไม่หมู(อิสลาม) เพราะมีต่างชาติหลายคนต้องเดินไปหามังสวิรัติกินกัน

สูตรที่ง่ายที่สุดคือทำแบบอาหารบนเครื่องบินคือมี ไก่ ปลา ผัก กรณีแบบงานนี้เตรียมไก่ กับผักก็เพียงพอแล้ว นี่ผมเตือนตัวเองด้วยนะเนี่ย



อ้อ มีแจกไวไวควิกด้วย อาหารชาว geek ดีมะ :P

(มีต่อตอน2)

บุญชู 9



รายได้เปิดตัวที่แป้กในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาของบุญชู9 (ทำเงินไป 16ล้านบาท) น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าของบางอย่างควรอยู่บนหิ้งน่ะดีแล้ว หรือถ้าจะปัดฝุ่นก็ควรให้มันกลับมาในรูปแบบเดิมๆ

ตระกูลหนังชุดบุญชูถือได้ว่าเป็นหนังชุดภาคต่อรองจากบ้านผีปอบ ที่ถือว่าเป็นความคลาสสิก การกลับมาอีกครั้งของบุญชู9 ปูพรมด้วยการรีรันภาคแรกๆทางช่อง9 จากนั้นก็เป็นการจำหน่าย DVD Boxset ซึ่งล้วนปูกระแสได้ดีและน่าจะส่งให้บุญชูภาคใหม่นี้ประสบผลดี

การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ บุญชู9 ชื่อตอน ไอเลิฟสระอู เลือกที่จะดำเนินเรื่องโดยไม่ให้ศูนย์กลางอยู่ที่บุญชู โมลีและผองเพื่อนอีกต่อไป หากแต่ใช้บริการตัวละครใหม่อย่างบุญโชค ซึ่งเป็นลูกชายของบุญชูและโมลี ที่สึกจากการบวชเณรเป็นเวลานาน พร้อมกันกลุ่มผองเพื่อนที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันออกไป

โครงสร้างเรื่องถอยหลังกลับไปเป็นคล้ายๆภาคแรก บุญโชคเป็นเด็กบ้านนอกผู้ใสซื่อ แต่มาในโลกแห่งดิจิตอล ต้องผจญกับเรื่องราวต่างๆในสถานการณ์ชวนหัว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ format ที่บุญชูทำในทุกๆภาคที่ผ่านมา

ปัญหาอย่างเดียวก็คือ มันไม่สนุก

บุญชู9 ใช้บริการนักแสดงรุ่นเยาว์เป็นผู้เดินเรื่อง หากแต่เนื้อหาและวิธีการดำเนินเรื่องกลับใช้วิธีโบราณย้อนไป 20ปีที่แล้วของบุญชูภาคแรก วิธีการปล่อยมุข การอาศัยภาพเด็กบ้านนอก ทั้งหมดอาจจะใช้งานได้ดีถ้าหนังเรื่องนี้ทำเมื่อ20ปีก่อน แต่มันเชยและล้าสมัยเกินไปแล้วในยุคที่หนัง GTH ครองเมือง

แต่แม้หากคุณไม่จับเป้าหมายเป็นวัยรุ่น แต่ต้องการคนรุ่นที่เคยชมชอบบุญชูภาคก่อนๆมาดู ปัญหาก็คือความไม่เข้าขาของนักแสดง ดูยังไงก็ไม่รู้สึกสนุก ยิ่งเมื่อหนังผสมส่วนของฉากที่เป็นนักแสดงชุดเก่ามาด้วยแล้ว เรายิ่งเห็นความไม่เข้าขากันของชุดนักแสดงใหม่มากขึ้นไปอีก

ส่วนที่แย่อีกอย่างก็คือฉากร้านอาหารของผู้สนับสนุน หนังอาบัณฑิตย์ทุ่มเวลาให้กับฉากร้านนี้อย่างไม่เสียดายเวลาถึงสองสามครา แต่ผลที่ได้คือนอกจากไม่ตลก ทุกฉากยังอึดอัดเอาเสียอีก

เสียดายจริงๆที่บุญชูคงจะจบชุดซีรี่ส์นี้แบบไม่สง่างาม สู้ปล่อยให้มันจบไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วยังดีเสียกว่า

รูปจาก: Sanook Movie

2008/09/05

ศัพท์สงวน

ฝนตกหนักห่านๆเลยครับพี่น้องเอ้ย...

ผมไม่สามารถเคลื่อนที่ไปด้วยมอไซด์รับจ้างแบบที่ถนัด จึงจำยอมเลือกใช้บริการ Taxi

ฝนตก รถมันก็ติดครับ บรรยากาศน่าเบื่อแบบนี้เลยชวนพี่คนขับคุยซะเลย

"น่าเบื่อเนาะพี่ ฝนตก รถก็ติด"

"....."

(สงสัยคำถามมันเบสิกไป)

"เฮ้อ ฝนไม่ตกหลายวัน วันนี้ตกทีนึงหนักเนาะ"

"....."

(เอ่อ +_+" พี่แกไม่อยากคุยกับผมรึเปล่าเนี่ย)

"โอ้โห รถไม่ขยับไปไหนเลย มิเตอร์จะห้าสิบบาทแล้ว"

"....."

(เวงกรำ...มีเรื่องคุยได้เยอะ เจือกไปคุยเรื่องรายได้พี่เขา)

"ตกหนักขนาดนี้ พวกทำเนียบจะทนไหวเหรอเนี่ย"

"โอ้ยคุณไอ้ห่xพวกนั้นน่ะ แม่xตกไล่พวกมันไปตายห่xที่ไหนก็เถอะ เหี้xเรียกพ่อแบบนั้น ไอ้kวยพวกนั้นเจอฝนเข้าไป คงหนีกันตายห่xแตกรังหมดแล้ว เหี้xเอ้ย พูดแล้วโคตรหงุดหงิด"

+__+" อุ้ย...

ไม่น่าพาพี่แกคุยเรื่องนี้เลย..

(หมายเหตุ: ฝนตกหนักทำให้การชุมนุมวุ่นวายพอสมควร แต่พอฝนซาก็กลับมารวมตัวได้ตามปกติ)

2008/09/04

เหตุผลที่คนไปทำเนียบฯ

ถือว่าเป็นภาคต่อของ พันธมิตร หรือ นปก. ?? ก็แล้วกัน















น่าไปมั้ยละพี่น้องเอ้ยยย...

หลอดไฟ



ผมไปซื้อหลอดผอมฟลูออเรสเซนต์ยาวมาครับ เพราะว่าหลอดเดิมในห้องมันขั้วดำไปแล้ว

ร้านที่ซื้อเขาไม่มีถุงใส่ให้ ผมก็เลยเดินถือดาบไลท์เซเบอร์ยาวเป็นเมตร ขี้เกียจมากเข้าก็ถือท่าเดียวกับถือกระบองตอนเรียนลูกเสือ

...ซ้าย ขวา ซ้าย...

กำลังเดินไปที่รถ งานเข้าเลยครับ มีชายเสื้อเหลืองเดินมาทัก

"น้องๆ พันธมิตรรึเปล่า? ขึ้นรถตรงโน้นได้เลยนะ"



พี่น้องเอ้ย...หลอดไฟเอ้ย ม่ายช่ายใบกระท่อม เอ้ย! ไม้กระบอง...

2008/09/02

Is that true?

เช้ามา fwd. mail จำพวกนี้ก็มาอย่างรวดเร็ว


เบื้องหลังมาตรการ 6 เดือน ที่คุณไม่เคยรู้

การที่เขาให้ประชาชนบางกลุ่ม ใช้น้ำฟรี ไฟฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีนั้น
มีเบื้องหลังคือ เขาจงใจทำให้ รัฐวิสาหกิจนั้นขาดทุน
เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐวิสาหกิจขาดทุน ก็จำเป็นที่รัฐต้องแปรรูปให้เอกชนเข้ามาดูแลแทน
เขารอเมื่อนั้นเหละ เพราะเขาอยากแปรรูปมาตั้งนานแล้ว
หากรัฐวิสาหกิจขาดทุน ก็ไม่สามารถไปขัดขวางการแปรรูปได้
อีกหน่อย จากที่เคยใช้น้ำกันเดือนละ 200 อาจเป็นเดือนละ 1,000 บาท
อีกหน่อย จากที่เคยใช้ไฟเดือนละ 1000 อาจจะเป็นเดือนละ 5,000 บาท

พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ผมไม่ได้บอกว่าไม่จริง แต่ลองเข้าไปอ่านแผนรองรับของรัฐบาลในประเด็นว่า รัฐวิสาหกิจจะขาดรายได้ดูก่อน
ประชาไท:รัฐบาลผลัก6 มาตรการรับมือวิกฤตน้ำมัน นักวิชาการชี้ใช้เงินซื้อประชาชน

จะเห็นว่า ขาดรายได้ แต่ไม่ขาดเงินทั้งหมด เช่นนั้นแล้วข้อกล่าวหานี้ก็น่าสนใจแค่ระดับหนึ่ง แต่ไม่เห็นต้องเชื่อซะทีเดียว ก็เหมือนอีกหลายเรื่องนั่นแหละ

มีคนเถียงทันควันว่าก็น่าเก็บไปคิด มากกว่าปิดหูไม่ฟัง... ถูกต้องครับ น่าคิดทุกอย่างแหละ น่าคิดกระทั่งว่าจนถึงป่านนี้พันธมิตรยังอธิบายเรื่องใบกระท่อมไม่ได้ แต่ก็กลับตะแบงว่าก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเขาก็ใส่กัญชากัน น่าคิดกระทั่งว่าอหิงสาคือการสะสมไม้คมแฝกและปืนลูกซองเหรอ?

ฟังได้ครับ แต่ไม่ต้องตื่นตูมเชื่อไปหมด คนไทยยามนี้เหนื่อยครับ ข้อมูลตอนนี้ 360องศามากๆ ทุกอย่างถูกหมดนั่นแหละ แต่เชื่อได้แค่ไหนอีกเรื่อง

ว่าแต่สงสัย...ทำไมถึงแห่แหนกัน fwd. ในวันนี้ ทั้งที่มาตรการนี้ทำมาแล้วสองเดือน???