2010/12/23

ย้ายค่าย ไม่เปลี่ยนเบอร์ (บ้างอะไรบ้าง)

ที่จริงมีคนเขียน blog เรื่องนี้เอาไว้บ้างแล้ว (อาทิเช่นคุณกั้ง Siampod หรือท่าน lawender แต่ประสบการณ์ตัวเองต่างนิดหน่อยเลยบันทึกไว้ด้วย

ช่วงนี้ยังเป็นช่วงเปิดทดลองอยู่ในการย้ายค่ายแบบไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ (Mobile number portability - MNP) โดยเริ่มขยายพื้นที่ให้บริการมาแล้วถึงโคราช แต่เงื่อนไขก็ยังคงเป็นวันละ 20 เลขหมาย ของผมจะทำการย้ายจาก DTAC ไป AIS (ใครกองเชียร์ DTAC ผ่านมาไม่ต้องว่ากัน ที่บ้านยังเป็นลูกค้ากันหลายคน) ขั้นตอนก็ไม่ต้องไปที่ DTAC แล้ว แต่ไปที่ศูนย์บริการ AIS ได้เลย ถ้าในโคราชคุณต้องไปที่สำนักงานชั้น 3 เดอะมอลล์ที่เดียวตอนนี้

เริ่มต้นก็กรอกเอกสาร พร้อมกับเอาบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ทำสำเนา



สิ่งที่ระบบตรวจสอบไม่ได้แต่เจ้าหน้าที่ใช้ถามยืนยันเอาคือความถูกต้องของเลขหมายที่เราจะโอนย้ายมา โดยเงื่อนไขคือถ้าเป็นระบบรายเดือนต้องไม่มียอดค้างชำระ ถ้าเป็นระบบเติมเงินต้องมีการลงทะเบียนชื่อเราไว้กับเบอร์นั้นถูกต้องแล้ว ถ้าหากผิดจากนี้เอกสารที่เรายื่นไปก็จะถูกตีกลับและไม่อนุมัติการย้ายค่าย เมื่อยื่นเอกสารและกำหนดโปรโมชั่นเรียบร้อยก็จะได้ซิมของค่ายใหม่มา (ในที่นี้ก็คือ AIS) ตามปกติค่าธรรมเนียมคือ 99 บาท แต่ช่วงนี้ทดลองเราก็ได้ค่าเป็นหนูทดลองระบบไปโดยการไม่เก็บเงิน (เย้!)

ในตอนนี้ซิมใหม่ก็ยังไม่ต้องทำอะไรกับมัน เบอร์ก็ใช้กับที่เดิมไปก่อนจนกว่าจะได้รับข้อความซึ่งผมได้รับในอีกหนึ่งวันถัดมาเลย (เร็วมาก)



วันถัดมาการย้ายก็น่าจะจบสิ้น แต่ผมดันผิดพลาด จริงๆที่ต้องทำคือสลับซิมโดยเอาซิมที่ใหม่เสียบรอไว้ในเครื่องและเปิดเครื่องรอในช่วงเวลาดังกล่าว (04-07น.) และถอดซิมอันเก่าออกไปเลย แต่ผมดันไม่ได้ถอดออก ผลคือการโอนย้ายเลยทำไม่สำเร็จ ตอนสายผมจึงได้ข้อความซ้ำอีกรอบ



คราวนี้ผมสลับรอตั้งแต่ 11 นาฬิกาไปเลยแต่ผลคือการโอนย้ายก็สำเร็จเอาตอนบ่ายสามโมงครึ่ง (เกินกำหนดนะเนี่ย) ตอนนี้ผมก็กลายเป็นสมาชิกน้องอุ่นใจได้แต้มไปเรียบร้อย...

...แต่ยังไม่จบ...

ผมพบว่าเบอร์ที่ย้ายใหม่ของผมสามารถโทรออกได้ตามปกติดี แต่เมื่อใช้เบอร์ DTAC โทรหาระบบจะตอบว่า "เลขหมายยังไม่เปิดให้บริการ" ขณะที่ทดลองด้วยเครือข่ายอื่นรวมทั้งโทรศัพท์บ้านนั้นปกติดีหมด ผมเลยแจ้งเรื่องทั้งที่ AIS และ DTAC ไปเลย ที่น่าสนใจคือทั้งสองสายบอกเหมือนกันว่า "ไม่เคยเจอกรณีแบบนี้"

เนื่องจากผมเป็นลูกค้า Beta Version ผมก็ได้แต่ทำใจและหวังว่าจะใช้งานได้เป็นปกติเร็วๆ ปรากฏว่าห้าทุ่มผมลองดูอีกครั้งก็ใช้งานได้เป็นปกติ วันถัดมาทั้งสองค่ายก็โทรศัพท์มายืนยันกับผมอีกครั้งว่าระบบแก้ไขเรียบร้อยดีแล้ว

คำแนะนำผมสำหรับการทำ MNP เป็นดังนี้
  1. ถ้าไม่รีบ ยังไม่ต้องรีบมาทำก็ได้ แต่ได้ฟรี 99 บาทค่าธรรมเนียมก็น่าสนใจนะ
  2. Process การย้ายเร็วกว่าที่บอกว่า 3 วัน ของผมแค่ 2 วันเท่านั้น
  3. เมื่อย้ายเสร็จควรทดสอบให้ครบทุกทางโดยลองโทรเข้ารับสายจากทุกค่าย ...ถ้าหาเบอร์มาลองได้นะ...

2010/12/11

ความเจ็บไม่มีเสียง - ขนมจีน

ในบรรดานักร้องกลุ่ม Kamikaze ของค่าย RS ผมว่าขนมจีน (เออ ชื่อเล่นน้องเค้าจริงๆ) เป็นคนที่ร้องเพลง...ดีนะ คือแบบ Relative เมื่อเทียบกับนักร้องคนอื่นในค่าย อีกทั้งน้องเค้าจะเด่นในเพลงที่ต้องร้องแบบพ่นไฟเป็นส่วนใหญ่

บางทีพาลนึกว่า RS เอาน้องเค้ามาลงผิดค่ายหรือเปล่า

ผมเพิ่งได้ฟังเพลงล่าสุดของขนมจีนชื่อว่า ความเจ็บไม่มีเสียง ซึ่งดูๆไปเนี่ย ถ้าไม่นับการร้องแบบลิ้นอุดปากกับเธอ-เชอ เสียงขนมจีนดีเลยนะ



น้องเค้าออกมาหลายอัลบั้มแล้วด้วย คงต้องไปลองหาเพลงเก่าๆมาฟังดูบ้าง

...ของแถม...



ถ้าเกิดอยากหาข้อมูล ขนมจีน ไปทำรายงานสงสัยได้แต่รูปนักร้อง lol

หุ้น IPO

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีบริษัทหนึ่งที่โชว์พลังราคาขึ้นแรงๆไม่แคร์สื่อคือบริษัท บริษัท เออาร์ไอพี (ARIP) ซึ่งมีธุรกิจหลักตอนนี้คือการจัดงาน Commart !?!

หุ้น ARIP มีราคาเสนอขายเบื้องต้น (IPO) 0.90 บาทเท่านั้น ผลก็คือหุ้นใช้เวลาเพียง 3 วันราคาขึ้นไปสูงสุดถึง 3.00 บาท



แต่เมื่อลากราคากันสนุกสนาน เกมก็จบลงเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา 1.96 บาท คนซื้อไม้สุดท้ายจะขายทันวันเดียวมากกว่า 30%

บางคนบอกว่าพฤติกรรมเล่นหุ้นกันด้วยอารมณ์เหนือเหตุผลแบบนี้พบได้แต่ในตลาดไทยเท่านั้น

หารู้ไม่....

เมื่อวันพุธที่ 8 ธันวาคมหุ้นบริษัทหนึ่งเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กชื่อว่า Youku.com Inc (YOKU:US) ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการรายการทีวีทางอินเตอร์เน็ทสำหรับลูกค้าในประเทศจีน (มันก็คือ Hulu ของจีนนั่นแหละ) หุ้นมีราคา IPO $12.80 แต่ด้วยเวลาเพียง 2 วันเท่านั้นหุ้นวิ่งไปได้สูงสุด $50 !?!



และก็จบลงแบบสไตล์หุ้น IPO นั่นคือราคาหุ้นก็ลดลงมาอยู่ที่ $37.5 เมื่อคืนวันศุกร์ คนที่ซื้อตอนราคาสูงก็เจ็บตัวตามๆกันไป

อารมณ์เหนือเหตุผลทางด้านราคาแท้จริงยังคงพบเจอได้เสมอ

2010/12/07

การหาผลตอบแทนเฉลี่ย กับวิธีคิดของกรุงเทพธุรกิจ

เมื่อเช้านี้ข่าวกรอบเล็กๆบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่น่าจะสร้างข้อฮือฮาได้คือข่าว 10 ปีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนปีละ 74.6%

แรกฟังก็รู้สึกโอเว่อร์ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการอคติก็ต้องอ่านเนื้อข่าวก่อน เนื้อหาระบุไว้ว่า
โดย ณ สิ้นเดือนพ.ย.2553 เทียบกับสิ้นปี 2543 หรือรวม 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 746% ทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียด้วยกันแล้ว จะเป็นรองก็เพียงตลาดหุ้นอินโดนีเซียเท่านั้น
เอาเป็นว่าผมก็ยังนึกไม่ออกว่าคำนวณยังไงถึงได้ผลออกมาในระยะเวลา 10 ปีเป็น 746% อาจจะมีการคิดรวมเงินปันผลเข้าไปด้วยก็ได้แต่สมมติว่าตัวเลขนี้จริง บรรทัดข่าวเจ้าปัญหามันคือตรงนี้
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ให้ผลตอบแทนรวมสูงถึง 746% นั้น หากเฉลี่ยออกมาเป็นรายปี เท่ากับให้ผลตอบแทนสูงถึง 74.6% ต่อปีทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่าถ้านักลงทุนไม่หวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นระหว่างวันหรือระหว่างปี ที่อาจเคลื่อนไหวหวือหวา และสามารถถือเพื่อลงทุนระยะยาว จะเป็นการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีทีเดียว
ถ้าคุณพอเข้าใจการเงินเบื้องต้น หรือแม่นในหลักคณิตศาสตร์ก็จะรู้ว่าการคำนวณแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้องนัก หลักการหาผลตอบแทนในกรณีถือครองหุ้นยาวๆแล้วเฉลี่ยผลตอบแทนนั้น ไม่ใช่การเอาเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนมาหาร 10 กันโต้งๆแบบในข่าว (หรือที่เรียกว่าค่าเฉลี่ยเลขคณิต - Arithmetic average) วิธีการเฉลี่ยแบบนี้นิยมใช้การหา Yield ผลตอบแทนของพันธบัตรมากกว่า

การหาผลตอบแทนเฉลี่ยครองการถือครองหุ้นแบบระยะยาวนั้นควรคิดเหมือนกับการหาดอกเบี้ยทบต้น (Compound) ซึ่งถ้าเป็นการหาค่าเฉลี่ยก็คือหาแบบค่าเฉลี่ยเรขาคณิต หรือ Geometric average สมมติให้ X คืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ถ้าคิดแบบทบต้นก็จะตั้งสมการได้ดังภาพ



ทำให้พบว่าด้วยการคิดเฉลี่ยแบบเรขาคณิต ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีของตลาดหุ้นไทยคือ 23.8% ต่างหาก ซึ่งเริ่มฟังดู "สมเหตุสมผล" ขึ้นมาบ้าง จะเห็นว่าบนเส้นระยะเวลา 10 ปี การคำนวณคนละวิธีนั้นทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก

การคิดคำนวณของกรุงเทพธุรกิจนั้นอันตรายอย่างมาก ถ้าหากนักลงทุนเกิดไปมองการลงทุนเป็นรายปีๆไปแล้วสนแค่ตัวเลขค่าเฉลี่ยรายปี จะเห็นว่า 23% กับ 74% ย่อมสร้าง "แรงดึงดูด" ให้อยากเข้ามาในตลาดทุนไม่เท่ากัน...

...จนเมื่อนักลงทุนพบว่าการทำให้ได้เฉลี่ย 74% ต่อปีไม่ได้ง่ายขนาดนั้นและเหมือนถูกหลอก ก็อาจบอกได้ว่าเนื้อหาข่าวนี้อันตรายจริงๆ

2010/11/10

วิธีซื้อ LTF ปี 2553

คำถามที่ hot คำถามหนึ่งในยามนี้ของมนุษย์เงินเดือนคือ LTF น่าซื้อหรือไม่เพราะตลาดหุ้นช่างร้อนแรงเหลือเกิน ราคาหน่วย NAV ก็แพงลิบลิ่ว แถมคนก็ยังหวั่นใจว่าฟองสบู่ตลาดหุ้นน่าจะใกล้แตกแล้ว ยิ่งพอไปถึงปีปฏิทินที่5 LTF ที่ซื้อในปี 2553 นี้คงขาดทุนเละเทะแน่ๆเลย อารมณ์กังวลนี้น่าจะรุนแรงมาก เพราะได้ข่าวมาว่ายอดขาย LTF ปีนี้ต่ำมากทั้งที่อีกไม่ถึง 2 เดือนจะสิ้นปีแล้ว

คิดไปโน่นไปนี่ เลยไปถามผู้รู้หลายท่าน อ่านโน่นนี่นั่น รวมทั้งดูผลทดลองของตัวเอง จึงได้ข้อสรุปเป็นแนวทางการลงทุน LTF สำหรับปี 2553 ดังนี้

(0) ไม่มีใครรู้หรอกว่าอีก 5 ปีปฏิทินข้างหน้าตลาดหุ้นจะดีหรือไม่ดีกว่าปีนี้แค่ไหน ถ้าใครมันรู้จริงๆแม่นๆพาตัวมาหน่อยจะเอาขึ้นหิ้งบูชา ถวายน้ำแดงทุกเช้า

(1) ควรซื้อด้วยปริมาณตามที่เคยซื้อมาก่อนหน้า เพื่อไม่ให้เสียระบบการหมุนเงินเพราะ LTF พอครบ cycle ปีขายเราก็สามารถขายเพื่อซื้อต่อได้เลย

(2) ขอให้คิดเสมอว่าการซื้อ LTF จะได้กำไรทันทีตอนนั้น 10%-37% ซึ่งก็คือเงินคืนภาษีตามแต่เรทเสียภาษีของคนๆนั้น ฉะนั้นจะบอกว่าเล่นแล้วขาดทุนก็คงไม่ถูกซะเสียทีเดียว

(3) เพื่อปิดความเสี่ยงกรณีหุ้นขาลงหนักๆ (ในทีนี้ก็คือ LTF ขาดทุนเกินกว่าเรทเสียภาษี) ควรซื้อหน่วย LTF กับสถาบันการเงินที่มีบริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนข้ามกอง และกองทุนแต่ละตัวมีการบริหาร portfolio ที่แตกต่างกันพอสมควร

ยกตัวอย่าง LTF ของค่ายหนึ่งจะมีกอง LTF อยู่ 5-6 กองทุนให้เลือก บางกองจะลงทุนให้หุ้น Blue-chip เยอะ ทำให้ตลาดหุ้นขาขึ้นกองทุนนี้ผลตอบแทนก็เยอะมากๆตาม แต่เขาจะมีอีกกองทุนหนึ่งซึ่งเล่นหุ้น Defensive ที่ราคาไม่ค่อยขยับตามสภาพตลาดเยอะๆ กองทุนนี้ตลาดหุ้นขึ้นแรงๆ ผลตอบแทนก็จะไม่ค่อยแรงตาม แต่ตลาดหุ้นขาลงกองทุนนี้ก็ไม่ค่อยสะเทือนเช่นกัน เช่นนี้เราก็อาจจะเข้าถือกองทุน Blue-chip ไปก่อนในสภาพตลาดนี้ พอเริ่มเห็นหุ้นขาลงก็ค่อยสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปลงกอง Defensive เอาก็ได้

เนื่องจาก LTF เป็นการลงทุนในหุ้นที่เป็นตราสารซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ฉะนั้นการซื้อแล้วทับสมุดหน่วยลงทุนไปรอขายในอีก 5 ปีจึงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ วิธีการดังกล่าวช่วยให้เราสามารถลดหย่อนภาษีและ take profit ได้ไปพร้อมๆกันอย่างปลอดภัยขึ้น

enjoy!

2010/11/06

หงส์เหนือมังกร The Musical

  • รอบที่ไปดูเป็นรอบหลังแพท สุธาสินีนางเอกหายป่วยจากหวัด2009 ฉะนั้นจึงโคตรน่ากลัวมากว่าพลังเสียงจะตก แต่โชคดี แพท ยังพลังเสียงดีมากๆ ฉากที่ต้องร้องพ่นไฟก็ทำได้อึ้งทึ่งตามคาด
  • เนื้อเรื่องมีประเด็นหยิบย่อยมากเกินไป แกนเรื่องเหมือนไม่ชัดเจน แต่สุดท้ายก็ลากมาจนจบการแสดงได้
  • ผมเชื่อว่าละครสามารถตัดบทของโตโน่ออกไปได้ด้วยซ้ำ แต่ก็เลือกไม่ทำ
  • ที่ไม่ทำ ก็เพราะฉากเช่นเลิฟซีนของโตโน่นั่นแหละ สำหรับผมฉากนี้ไม่มีสาระใดมากกว่า "โปรโมตเด็กดันคนใหม่"
  • ทำใจไว้เยอะ แต่แบงก์ Clash ร้องชัดกว่าที่ผมคาดหวังไว้นะ
  • เนื้อเสียงของสามตัวหลัก แพท แบงก์ และโตโน่โคตรจะไม่เข้ากันอย่างแรง ยิ่งฉากที่ต้องร้องโต้กันมันอึดอัดมาก
  • เนื้อเรื่องเคร่งและตึงมากไป อารมณ์ขันมีน้อยมาก ที่ใส่เข้ามาก็ไม่ได้ทำให้โทนเรื่องตลกขึ้น (แต่ถ้าตั้งใจเครียดจริงๆ ก็ยอมรับว่าเรื่องนี้ดุดันดี)
  • นภาดา สุขกฤต ไม่รู้จริงๆเธอคือใครแต่พลังเสียงในเรื่องเธอพ่นไฟได้ยิ่งกว่าแพทเสียอีก
  • มีหลายฉากที่เห็นได้ชัดว่าผู้กำกับพยายามส่งสาส์นเสียดสีการเมืองและปัญหาบ้านเมือง คิดมากๆบางทียังพาลนึกว่า "เล่นของสูง" ด้วยเลยเอ้า
  • แต่ปัญหาคืออะไรที่ทำแบบยัดเยียดผ่านบทบางทียังพาลคิดไปว่า ตกลงให้ดูหงส์เหนือมังกร หรืออยากให้เราคิดถึงอะไรกันแน่
  • โดยภาพรวม เป็นละครที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับติดใจอะไรขนาดนั้น

2010/10/31

อยู่คนเดียว - เบิร์ด ธงไชย

เข้าสู่ฤดูหนาวแบบไวว่อง คนอาจจะนึกเพลงสามัญประจำลมหนาวจำนวนมาก (ลมหนาว นี่ก็เพลงนึง) แต่แล้วเบิร์ด ธงไชยก็ดันปล่อยเพลงใหม่ออกมาในบรรยากาศคนเหงาๆ แอบอิงอากาศหนาวไปได้ซะงั้น เพลงนี้ชื่อว่า อยู่คนเดียว



ความท้าทายของเบิร์ด ธงไชยในยามนี้ก็คืออุตสาหกรรมการขายเพลงได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เบิร์ดไม่สามารถจะทำล้านตลับได้แบบในอดีต แต่เบิร์ดถูกระบบการผลิตซิงเกิ้ลเข้ามาบีบให้เพลงที่ออกมาต้องดัง แถมเพื่อให้แน่ใจว่าดังจริงๆเพลงจะต้องถูก Social Network เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้วยอีกหนึ่งต่อ

แต่เบิร์ดก็ยังทรงพลังและมีมนต์ขลัง เพราะห่างหายจากการออกเพลงใหม่ไปนาน แต่เพลงนี้ก็ติดตลาดอีกแล้ว ซาวด์ที่ไม่ต้องหวือหวากับเนื้อโดนๆ เอาอะไรอีก??

อยู่คนเดียว แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย หมู Muzu หรือบัณฑิต แซ่โง้ว เจ้าของเสียงร้องและแต่งเพลงในเพลงฮิตอย่าง เข้ากันไม่ได้ และ ไม่เคย เบิร์ดเลือกใช้เพลงช้าสไตล์ R&B เปิดตัวอัลบั้มใหม่และก็ดูจะได้ผลเพราะโดนคนอยู่เดียวเสียเหลือเกิน นอกจากนี้เพลงยังแอบทำเก๋ด้วยเสียงฉิ่งในเพลงอีกด้วย

แม้สภาพตลาดเพลงจะเปลี่ยนไปมา แต่เบิร์ดยังเอาตัวรอดได้ ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

...ก็เลยต้องอยู่คนเดียว...

2010/09/19

Your name on Facebook

คำถามข้อหนึ่งที่มีคนถามเลยนึกคิดได้จนต้องเอามา blog คือ "ชื่อของเราควรเป็นตัวตนจริงๆใน Facebook แค่ไหน"

เรามี LinkedIn คือที่เก็บ Profile ของเรา ชื่อของเราตรงนั้นมันเลยต้องเป็น "ของจริง" ตัวจริงของเรา แต่คำถามนี้เกิดข้อสงสัยว่าบน Facebook เนี่ย ข้อมูลที่ใส่เข้าไปควรเป็นตัวเราแค่ไหน ผมก็คิดๆอยู่หลายทีเพราะผมเริ่มเล่น Facebook ตั้งแต่คนไทยยังนิยม Hi5 และเมื่อสังคม Facebook ตอนนั้นสำหรับผมคือการเล่นตามเพื่อนที่เรียนอยู่ต่างประเทศ เราก็เปิดให้ข้อมูลพื้นฐานของเรา "จริง" แบบไม่ค่อยลังเลมาก ปัจจุบันผมก็ยังตั้ง Facebook ตัวเองด้วยชื่อและนามสกุลในภาษาอังกฤษ แต่เริ่มพบว่าเมื่อมีคนหลากหลายมากขึ้น พฤติกรรมที่วงกว้างมากขึ้น ชื่อของคนบน Facebook เริ่มตั้งกันแบบยุกยิกรุงรังเหมือนในสมัย Hi5 รุ่งเรือง

แนวทางการตั้งชื่อใน Facebook ที่ผมรับได้คือ
  • ชื่อจริง นามสกุล (หรือสลับกัน เพราะ Facebook ให้ตั้งได้)
  • ชื่อเล่น นามสกุล (หรือสลับกัน)
  • ชื่อเล่น ชื่อจริง (หรือสลับกัน)
  • #%@! ชื่อจริง/นามสกุล (หรือสลับกัน)
  • #%@! พยางค์แรกของชื่อจริง/นามสกุล
เพราะมนุษย์จำชื่อคนได้ไม่เยอะขนาดนั้น ผมคิดว่าการตั้งชื่อจึงจำเป็นมากเพื่อบอกว่าคุณคือใคร มี Friend ท่านหนึ่งใน list ผมตั้งชื่อประมาณว่า "วุ๊งวิ๊ง งุ๊งงิ๊ง" (อันนี้เผอิญรู้จักตัวจริงๆกันเลยรับ add) คุณลองนึกดูว่าถ้าคุณพยายามนำเสนอตัวเองผ่าน Facebook มันจะดูตลกแค่ไหน กรณีนี้ยกเว้นได้ถ้าคุณเลือกเล่น Facebook กับคนวงจำกัดที่เขารู้จักตัวจริงว่าคุณเป็นคนแบบนี้แหละ

โดยสรุปแล้ว การตั้งชื่อพวกนี้ก็นานาจิตตัง แต่วันไหนเห็นเยอะๆแล้วตะหงิดอยู่ เหมือนอ่านเอกสารแล้วต้องแปลไปแปลกลับสองชั้น

2010/09/10

iPhone 4 ครองเมือง



ต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์ขนาดย่อมที่หน้าแรกของเว็บไซต์ผู้ให้บริการมือถือ 3 ค่ายโปรโมต iPhone 4 พร้อมกัน (ซึ่งยังไม่กำหนดวันและราคาขายด้วยซ้ำ)

เห็นแบบนี้ต้องบอกว่าต่อให้ตลาดโลกใครจะเป็นไงไม่รู้ แต่ตลาดในไทยสาวก Android คงกลุ้มใจจริงๆ ค่ายมือถือไม่ช่วยเข็นมันก็คงขึ้นไปมากกว่านี้ยาก...

2010/08/20

น้ำเปล่า

หลังมีข่าวกรมการค้าภายในจะออกตรวจและควบคุมราคาน้ำเปล่าบรรจุขวดพลาสติกใสหรือ PET โดยกำหนดว่าขวดขนาด 500-600cc. ไม่ให้เกิน7บาท และ 1500cc. ไม่เกิน 14 บาท ดูเหมือนว่าผู้บริโภคก็ยินดี และก็เดาไม่ยากว่าพ่อค้าร้านอาหารคงไม่ปลื้มกับระเบียบนี้ และปฏิกิริยาโต้ตอบเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีดังนี้...

- ขายน้ำเปล่าขวดแก้ว (คืนขวด) เพราะไม่ครอบคลุมกฎหมาย
- ขายน้ำเปล่าเป็นแก้ว
- เลิกขายน้ำเปล่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านอาหารจำนวนมาก ขายน้ำเปล่าแพงกว่าราคาที่ขายปลีกตามร้าน และนั่นก็เป็นกระบวนการสร้างกำไรให้ร้านค้า หลายร้านเช่นหมูกะทะหรือผับบาร์ น้ำเปล่าที่ขายแพงก็คือตัวสร้างกำไรชดเชยในอีกหลายส่วน ฉะนั้นการควบคุมราคาขายน้ำก็ทำให้ร้านเหล่านี้ต้องเลี่ยงอย่างช่วยไม่ได้เพราะมันกระเทือนรายได้

ถ้าพูดให้ปวดหัวกว่านั้น ก็คือหากน้ำเปล่าจะเป็นสินค้าควบคุมราคาแล้วไซร้ เหตุใดไม่ควบคุมอย่างอื่นด้วย เช่นกะเพราห้ามเกินจานละ 25 บาท

ก็ต้องบอกว่าหลักการนั้นดี แต่ทางปฏิบัติยังคงสร้างความไขว้เขวเช่นเคย รายการนี้เชื่อว่าสุดท้ายคนก็ยังคงต้องซื้อน้ำเปล่าแพงเหมือนเดิม

2010/08/13

Twitter - เป็นต่อ - จูบจริง

เคยได้ยินว่า Lost บางตอนสามารถสร้างกระแสด้วยเซอร์ไพรส์จนคนพูดถึงใน Twitter แบบไหลเป็นน้ำ

...ไม่คิดว่าจะได้เจอกับเป็นต่อ ตอนของคืนวันแม่ล่าสุด เมื่อน้องเอ้ก "จูบจริง"



จู่ๆ #จูบจริง ก็กลายเป็น Tag พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย...

twist ที่ทีมงานทำสำเร็จคือการยิงสปอตโฆษณาเล่นแต่ประเด็นผีในห้องพักใหม่ของวอก (หรือที่เรียกกันในละครว่าสุกี้น้ำ) แล้วจู่ๆก็ให้น้องเอ้กโผล่ออกมา แถมด้วยลุคเก่าจากสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้กทำให้คนคาดไม่ถึงที่จะมีการเล่นจริง...สองรอบด้วย....

นายแน่มาก

ถ้าอ่านแล้วยังงงๆ ไปหาดูเป็นต่อ episode นี้ซะ หรืออ่านอัพเดทร้อนๆหลังละครจบของ @plynoi

2010/08/08

LTF Market Share

เข้าสู่ครึ่งหลังของปี ตลาดหุ้นยังอยู่ในสภาวะขาขึ้นแบบเรื่อยๆ พาลทำให้มนุษย์เงินเดือนที่รอความหวังว่าหุ้นจะตกบ้างอะไรบ้างแล้วจะได้ไล่ซื้อ LTF เลยออกอาการเซ็งๆเพราะหุ้นไม่ตกซักกะที

ความเชื่อผิดๆของการซื้อ LTF ข้อหนึ่งคือการเอา performance อดีตมาคาดการณ์อนาคต เพราะว่า LTF เป็นการลงทุนระดับกลางคือ 5 ปีปฏิทินฉะนั้นระหว่างทางมันสามารถมีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้กองทุนผลตอบแทน อาจไม่ให้ผลตอบแทนสูงในปีที่คุณครบกำหนดขายหน่วยลงทุน

กองทุน LTF ในไทยปัจจุบันมีหลายสิบกองทุน แล้วกองทุนไหนที่น่าซื้อ? กองทุนไหนที่คนส่วนใหญ่ซื้อ? ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดชี้ให้เห็นว่ากองทุนที่คนนิยมนั้น เป็นกองทุนที่อิงกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีความสะดวกกับลูกค้าเป็นสำคัญ



จุดที่น่าสนใจคืออันดับที่ 7 ซึ่งไม่ได้เอามาแสดงคือกองทุนของธนาคารกรุงไทย น่าแปลกที่กองทุนที่ได้รับความนิยมก็น่าจะอิงกับบัญชีเงินฝากของลูกค้า แต่กรุงไทยกลับมีปริมาณสินทรัพย์น้อยกว่าอเบอร์ดีนด้วยซ้ำ น่าแปลกใจจริงๆ..

อันนี้ของแถม เป็นผลตอบแทนระยะสั้นของแต่ละกองทุนโดยเอามาเฉพาะที่ไม่มีการปันผล (ยกเว้น TMB ที่มีแต่กองทุนปันผล) จะเห็นว่ากองที่ผลงานดีไม่ใช่กองที่คนนิยมดังความคิดข้างต้นที่ว่าไว้



ปัจจุบันแนวคิดการซื้อ LTF ที่ค่อนข้างง่ายและให้ผลตอบแทนแม้ไม่ดีที่สุดแต่ไม่แย่ที่สุดก็คือการทยอยซื้อแบบเฉลี่ยสะสมตลอดทั้งปี

2010/08/02

เป็นเซเลบใน Twitter

ดัชนี้ชี้วัดความเป็นเซเลบของคุณในโลก twitter ก็คือจำนวน Followers เคยมีการจัดอันดับและพบว่าคนที่มี Followers สูงๆนั้นมักเป็นเซเลบจริงในวงการอื่นอยู่ก่อนแล้ว และมาเล่น Twitter ก็เลยมีแฟนๆตามมาแห่ follow ต่อไป แต่ถึงกระนั้นหากคุณเป็นคนธรรมดา มันก็พอมีวิธีการที่จะทำให้คุณกลายเป็นเซเลบ ...อย่างน้อยก็ใน Twitter ได้

1. ทวีตให้เหมือนการ blog กล่าวคืออย่าทวีตแบบที่ Twitter แนะนำ "คุณกำลังทำอะไรอยู่?" แต่ให้ทวีตหัวข้อ ประเด็น ที่คุณคิดว่าจะทำให้ผู้คนสนใจ อยากติดตาม อยากอ่าน และรักษากรอบในธีม ที่สำคัญคือทำ Tag ไว้ด้วยเพื่อให้เขารู้ว่าเราเล่นในธีม

2. หัดใช้ RT ในประเด็นที่อยู่ในกรอบของคุณ กลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยเสริมแรงให้กับการทวิตเดิมของคุณ ยังช่วยสร้างเครือข่ายขนาดย่อมให้คุณด้วย

3. อย่าแค่ทวิตหัวข้อที่อยู่ในธีม แต่พยายามหา link ของ blog อื่นมาเสริมความหนักแน่นของเนื้อหาด้วย

4. ไม่ Private และหลีกเลี่ยงการใช้ DM หาคนที่ follow คุณ ทำทุกอย่างให้ public ไว้เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงคุณง่าย

5. รักษาธีมของคุณเอาไว้ เมื่อเลือกแนวทางการทวิตไว้แล้ว อย่าเปลี่ยนแนว หรือถ้าเปลี่ยนก็จำเป็นต้องไม่หลุดกรอบ ไม่พลิกฝ่ามือ ไม่เช่นนั้น Followers จำนวนมากของคุณคงสับสนในคุณและ unfollow ไป น่าเสียดาย

6. เช็กเรทติ้งด้วยการตั้งคำถามกับ follower วิธีนี้คุณจะได้รู้ว่าจำนวน followers นั้นมีแต่ปริมาณหรือมีคุณภาพด้วย แต่เมื่อใดที่เลือกถามแล้ว คุณควรต้องมีการตอบสนองกับคำตอบของเขาด้วยเช่นกัน การตั้งคำถามควรเลือกเวลาที่คนเล่นเยอะๆ เช่นกลางวันวันธรรมดา และเพื่อให้แน่ใจว่า spread มันสูงพอ อย่าลืมคำว่า "โปรด RT"

7. ทวิตให้สม่ำเสมอ บ่อยได้ก็ดี แต่อย่าถี่มากนัก มันจะรก Timeline ของ Followers

8. พยายามใช้ Client ในการจัดการทวิต เพราะบางคนอาจจะพึงใจที่จะทวิตผ่านมือถือ แต่ด้วยฟังก์ชั่นที่จำกัด คุณอาจจะเสียโอกาสการจัดการ Tag หรือ RT ของคุณได้

9. อย่าแคร์สื่อ มันเป็นธรรมชาติของคนที่กำลังมีชื่อเสียงนั่นคือมันจะมีคนหมั่นไส้ อย่าได้ลดตัวลงไปปะทะกับคนๆเดียว...

Enjoy your tweets :)

2010/07/26

ขายตรง

ออกตัวก่อน - entry นี้ไม่มีการขายของ และจะไม่ต่อว่าสินค้าใดแบบเจาะจงด้วย

วันก่อนได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากกูรูผู้เบื่อสินค้าขายตรงอย่างแรง และมีประสบการณ์ตรงมหาศาลทำให้ผมได้รู้อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นในระบบขายตรง โดยพอสรุปได้ดังนี้

1. ขายตรงที่ยั่งยืนคือขายตรงที่ขายสินค้ามากกว่าหา down-line

ในบรรดาขายตรงจำนวนมหาศาลในสารบบประเทศนี้ ถ้าคุณลองลงไปลุยจะพบว่าส่วนใหญ่น่ะกิจกรรมหลักของนักธุรกิจ สมาชิก partner หรือศัพท์แสงอะไรที่เขาใช้เรียกน่ะ คือการหาสมาชิกลูกข่าย หรือ downline การขายสินค้ากลับไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งแบบนั้นแหละคือโมเดลอันตราย เพราะต่อให้คุณไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่การพยายามชักจูงคนเข้ามาในระบบด้วยการไล่ downline แทนที่จะเน้นขายสินค้าสุดท้ายวันหนึ่งเกมก็จะถึงทางตัน บริษัทไม่สามารถดำเนินไปต่อได้ตามปกติและปิดหนีในที่สุด

เวลาเราพูดถึงขายตรงที่อยู่มานานในไทย เชื่อว่าแอมเวย์ กิฟฟารีนจะเป็นชื่อต้นๆที่ถูกนึกถึง จะเห็นว่ากระบวนการของสองเจ้านี้ก็มีการเล่น downline เช่นกัน หากแต่กิจกรรมขายสินค้าได้เข้ามายืนเป็นกิจกรรมหลัก เน้นกินส่วนแบ่งผลกำไรที่สูงกว่าปกติ โดยหลักการของสินค้าขายตรง คือไม่ขายของถูกกว่าสินค้าแนวเดียวกันในท้องตลาด แต่ความที่สินค้าท้องตลาดทั่วไปได้รวมค่าการตลาดเป็นสัดส่วนที่สูงในราคาขาย ก็แค่เปลี่ยนค่าการตลาดนั้นเป็นกำไรคืนให้สมาชิกนั่นเอง

พอเน้นการขายสินค้าเป็นหลัก สินค้านั้นก็จำเป็นต้องมีลักษณะ everyday use มากกว่าสินค้าผิดปกติ นั่นเป็นเหตุผลว่าขายตรงที่อยู่ได้นานในไทย ส่วนมากจะเน้นการขายเครื่องสำอางเป็นหลัก (เพราะผู้หญิงอย่าหยุดสวย) เมื่อพูดถึงสินค้าแอมเวย์ที่นึกออกกันไวๆ ถ้าไม่ใช่ Artistry ก็จะเป็นยาสีฟัน กาแฟ น้ำยาล้างรถ เครื่องกรองน้ำ จะเห็นว่ามันคือของปกติที่สามารถเอามาแทนที่สินค้าทั่วไปในชีวิตประจำวันได้ ก็เท่านั้นเองจริงๆ ขายตรงรายไหนที่ขายสินค้าที่มีลักษณะผิดปกติ สรรพคุณโอเว่อร์ และดูฟุ่มเฟือยมากกว่าจำเป็น (ไม่กล้ายกตัวอย่าง กลัวหาว่าด่าเจาะจงยี่ห้อ) พวกนั้นต่อให้พร่ำบอกว่าไม่เน้น downline ก็ยังน่ากังขาอยู่ดี

2. ยืนยาวแต่ไม่หยุด

จุดแข็งของธุรกิจขายตรงนั่นคือการส่งต่อให้คนในตระกูลได้แบบปลอดภัย ดูเหมือนหลายต่อหลายค่ายก็มักจะนำเสนอว่าหากินกันได้ชั่วลูกชั่วหลานอะไรแบบนั้น

ฟังดูสบายและมีแนวโน้มจะจริงถ้าหากว่าไม่เกิดเหตุการณ์แนว "หักขา" ความเสี่ยงมหาศาลของขายตรงก็คือการที่ downline ของคุณชิ่งหนีไปอยู่กับธุรกิจอื่น การกระทำทำนองนี้จะส่งผลให้ผลประโยชน์ที่ลอยมานิ่มๆทุกเดือนของคุณก็ต้องหายไป

อันที่จริงแล้วคนที่แม้อยู่ในระดับสูงๆของขายตรง ก็ไม่สามารถหยุดพักนอนเล่นกินเงินสดไปเรื่อยๆได้ขนาดนั้น กิจกรรมประชุมสายยังเป็นเรื่องต้องทำต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรายการชิ่งหนี อันที่จริงแล้วผมพบว่ายอดนักขายระดับสูงส่วนใหญ่ก็มีความสุขที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ถ้านั่นไม่เรียกว่างาน ไม่เรียกว่าเหนื่อย ผมก็ถือว่าเขาได้บรรลุจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ในมุมมองหนึ่ง นั่นไม่ใช่คำว่าสบายนานๆแน่

มันจึงย้อนกลับไปที่หัวข้อแรกว่าการที่คุณจะทำให้ downline มั่นใจและอยู่กับคุณไปตลอด ตัวธุรกิจนั้นเองก็ควรมีความปกติมากพอ ไม่ใช่พอเวลาผ่านไปแล้วเกิดความระแวงหนักขึ้นเรื่อยๆจนชิ่งหนีพังพาบไปในที่สุด

3. มาก่อนได้เปรียบ

ถึงแม้โมเดลแอมเวย์ กิฟฟารีนจะประสบผลสำเร็จดี แต่คุณก็จะเห็นว่าขายตรงที่เข้ามาติดต่อกับคุณนั้นจะไม่ค่อยเป็นสองยี่ห้อนี้ นั่นเพราะว่าเมื่อธุรกิจขึ้นมาถึงจุดสูงระดับหนึ่งแล้ว ผลตอบแทนที่เครือข่ายได้รับจะเริ่ม "เรื่อยๆ" มากกว่า "หวือหวา"

คนที่อยากกินก้อนใหญ่ๆจากการทำขายตรงจึงควรมองหาธุรกิจตัวเล่นใหม่ๆในตลาด มากกว่าธุรกิจที่ติดลมไปแล้ว หรือแม้แต่ตัวที่กำลังร้อนแรงก็ควรหลีกห่างแล้ว

ผมเชื่อในคำโฆษณาประเภทสามแสนต่อเดือน ได้รถยนต์ ฯลฯ นะครับ แต่คนเหล่านั้นคงไม่ได้เพิ่งมาเข้าร่วมไม่นานแน่ๆ พวกเขาเหล่านั้นมักอยู่ตั้งแต่ต้นของการดำเนินธุรกิจ ทำให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้สูง ซึ่งนั่นถือว่าเป็นรางวัลของการเลือกที่จะเสี่ยง!

ก็เหมือนกับคนทำธุรกิจใหม่ๆ ยังไม่รู้หัวก้อย ยังไม่รู้คนจะสนใจแค่ไหน ยังไม่รู้จะยืนยาวเท่าใด คนที่เลือกเสียเงินเสียเวลาไปกับมันแล้วเลือกได้ถูก ผลตอบแทนมันก็สมควรจะสูงถือเป็นเรื่องที่แฟร์พอกับเขา

แต่การมาทีหลังยังสามารถให้ผลประโยชน์สูงๆได้ไหม? คำตอบคือได้แน่ๆถ้าจิตวิญญาณนักขายคุณสูงและทุ่มสุดแรง แต่โอกาสมันก็น้อยลงไปเช่นกัน การเข้าร่วมขายตรงกับสินค้าที่ติดแล้วระดับหนึ่ง ไม่ง่ายที่จะให้ผลตอบแทนก้อนโตแบบอดีตหรอกครับ

....
....

ผมเกิดฉุกคิดเรื่องนี้จากการที่ดร.สุวรรณ วลัยเสถียรเขียนหนังสือใหม่ ทำนองว่าคุณสามารถรวยได้จากธุรกิจขายตรง ผมค้นพบว่าเรื่องนี้จริง แต่คนที่จะเล่นกับมันต้องเข้าใจในธรรมชาติสามข้อข้างต้นก่อน จะทำให้คุณอยู่กับกิจกรรมขายตรงได้อย่างรู้เท่าทันมากขึ้น

ขอให้รวยๆถ้วนหน้ากัน :)

2010/07/11

Pepsi - Paul

ในช่วงบอลโลกมีสินค้าใช้หลักการ ทำเนียน ด้วยการโฆษณาแฝงให้อารมณ์ฟุตบอลโลก แต่ตัวสินค้าเองไม่ได้เป็น official sponsor ของ Fifa World Cup แต่อย่างใด

สินค้าที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Pepsi โดยอาศัยเพลง Oh! Africa ของ Akon เป็นแนวนำ แถมด้วยดารานักเตะในตัวโฆษณาอีกหลายคน

ดูไปดูมาคนไม่รู้ก็นึกว่า Pepsi = บอลโลกไปซะอย่างนั้น

ล่าสุดมี Printed Ad จาก Pepsi อีกแล้ว....โหนกระแสกันแบบมึนๆ เนียนๆเช่นเคย...



จริงๆลักษณะดังกล่าวก็เหมือนเมืองไทยสินค้าหลายตัวก็ใช้หมีแพนด้าเป็นพรีเซนเตอร์ แต่ไม่เชื่อมโยงใดๆกับหลินปิงนั่นแหละ

เอามาจาก Ads of the world

2010/06/26

ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้

สืบเนื่องจากข่าว iPhone 4 มีปัญหาเรื่องสัญญาณอ่อนหากจับตำแหน่งเสาอากาศ (ข่าว Blognone) เรื่องมันเริ่มดราม่าไปอีกระลอกเมื่อตา C.K.Sample III ซึ่งเป็นคนถนัดซ้าย แล้วก็หงุดหงิดปัญหาสัญญาณอ่อนใน iPhone 4 เช่นกัน พี่แกเลยส่งอีเมล์ไปหาท่านศาสดา Steve Jobs พร้อมกับย้ำว่าการถือด้วยมือซ้ายเป็นการปิดเสาสัญญาณอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำไงดี พี่แกได้รับคำตอบจากท่านศาสดาดังนี้ (ไม่รู้ตัวจริงหรือทีมงาน)

Gripping any phone will result in some attenuation of its antenna performance, with certain places being worse than others depending on the placement of the antennas. This is a fact of life for every wireless phone. If you ever experience this on your iPhone 4, avoid gripping it in the lower left corner in a way that covers both sides of the black strip in the metal band, or simply use one of many available cases.”
(อ่านต้นฉบับตัวเต็มที่นี่)

แปลเป็นภาษาไทยแบบไม่สุภาพได้ว่า "ถือแบบนั้นมันก็ต้องสัญญาณอ่อนน่ะถูกแล้ว มึงก็จับให้มันต่ำลงมาหน่อย หลีกเลี่ยงมุมซ้ายล่างไว้ เข้าใจมั้ยแฮ๊"

การตอบเมล์ดังกล่าวสร้างความสั่นสะท้านในวงการอย่างหนัก สาวก Apple บางคนเองยังอึ้งแดกกับการตอบแบบนี้ ส่วนพวกแอนตี้ก็สนุกปากกันทีเดียว ทำนองว่าอุปกรณ์หรือระบบไม่ผิด user น่ะผิด

ที่น่าคิดก็คือเรื่องมันมาขนาดนี้ Apple จะแก้เกมอย่างไร?

ประเด็นมือซ้ายนั้นน่าเป็นห่วงเหมือนกัน ก็หวังใจว่า Apple จะทำอะไรแก้ไขบ้าง แต่ถ้าจะไม่มีการแก้ไข ก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใดเพราะ Apple เล่นบทผู้ชี้นำตลาดมาโดยตลอด

ชี้นำอย่างไร? จะเห็นว่า Apple นั้นทำสินค้าที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่สมัย iPod ที่ยุคนั้น MP3 Player ที่มีขนาดพอๆกับ iPod ล้วนต้องมีสองฟังก์ชั่นเสริมคือ วิทยุFM และเครื่องอัดเสียง แต่ iPod ไม่มี แถมการโอนเพลงต้องทำผ่าน iTunes อีกด้วยซ้ำ พอมาถึงยุค iPhone ความที่มีปุ่มกดแค่ปุ่มเดียวก็ถูกสงสัยว่าคนใช้งานจะไม่งงหรือ แต่ดูเหมือนพอเวลาผ่านไป ผู้บริโภคก็ปรับตัวเข้าหาวิถีทางที่ Apple ขีดเอาไว้ให้ได้โดยตลอด

จุดนี้ก็ต้องลุ้นดูว่าประเด็นที่หนักหนาสากรรจ์ขึ้นอย่างท่าถือโทรศัพท์ ใครจะเข้าหาใครกันก่อนแน่???

ปล. ส่วนตัวคิดว่า Apple ทราบ issue นี้อยู่ก่อนแล้ว แต่ด้วยกรอบเวลาจำกัดและปัญหาแก้ไขไม่ได้ตามเวลาเปิดตัว โทรศัพท์ก็ต้องออกขายอยู่ดี สงครามวัดใจนี้จึงต้องจำยอมเริ่มขึ้น

ล้วงลับตับแตก



ล้วงลับตับแตกออกอากาศมาจะครบหนึ่งปีแล้ว รายการนี้มาในเวลาที่ต้องปะทะกับขาใหญ่คืนวันพฤหัสคือเป็นต่อ แต่ด้วย backup ผู้ผลิตคือ Workpoint ก็น่าเชื่อว่าต้องมีจุดแข็งในรายการอยู่บ้าง

ล้วงลับฯ ใช้แกนรายการคือการซักไซ้ไล่ความจริง น่าเชื่อว่าได้แรงบันดาลใจจาก The Moment of Truth แต่ปรับรูปแบบจากเอาคนทางบ้านมาแฉเป็นรายการแฉดาราแทน โดยจับดารามานั่งเก้าอี้จับเท็จแล้วถามคำถามเรื่องส่วนตัวเพื่อให้ตอบความจริง

เหตุผลที่ทำให้รายการอยู่ได้มาบัดเดี๋ยวนี้คือ content แนวแฉดาราอยู่ในระดับขายได้มาซักพักแล้วในประเทศนี้ รายการนี้จึงเหมือนส่วนเติมเต็มเพราะมีภาพและเสียง พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญมาบอกตอนจบว่าพูดจริงหรือเท็จ

มีคนถามว่ารายการนี้มันมีไปทำไม คำตอบผมคือมันก็เป็นรายการแนวขยะที่ดูเอามันได้อย่างเดียว ตอบโจทย์คนดูจำนวนมาก (เพราะถ้าไม่มากพอ หนังสือดาราพวกนั้นมันจะขายได้ไง?) ส่วนประกอบในรายการทั้งหมด ทั้งเกมใบ้คำ การบอกรัก การจับเท็จ และเกมตับแตกถูกยัดใส่ลงไปในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงซึ่งยาวพอๆกับชิงร้อยชิงล้าน แต่ภาพรวมหนักหนาสากรรจ์กว่า และบ้ามากกว่าเยอะ

ข้อน่าห่วงของรายการนี้คือประเด็นที่สนทนากันในรายการนานเข้าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหาที่โหดขึ้นของนิตยสารแนวแอบถ่ายดารา หรือรายการเม้าท์ดาราทั้งหลาย ตัวอย่างตอนล่าสุดเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา เนื้อหามีทั้งการเลี้ยงดูนักศึกษา Outdoor Sex การทำงานของปาปารัสซี่ การคบสองคนพร้อมกัน ฯลฯ นี่เทปเดียวอัดมาได้ขนาดนี้กันเลยเชียว

ในสภาพสังคมดัดจริตแบบนี้ (คือปากไม่ชอบ แต่ก็ดูก็ฟัง) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารายการจะรอดไปได้นานแค่ไหน เพราะรายการน่าจะถูกแรงปะทะจากทั้งช่อง9เอง ตัวเจ้าของคือคุณปัญญาเองด้วย แต่ส่วนตัวผมคิดว่ารายการคงอยู่ได้อีกพอสมควร เพราะ content แนวนี้ตลาดยังตอบรับอยู่ ถ้าจะอยู่ไม่ได้ก็เพราะรายการและสถานีถอดใจเองมากกว่า

รายการได้เรทติ้ง น18+ มาโดยตลอด ซึ่งเทียบเท่ากับรายการเป็นต่อ ที่ออกอากาศในเวลาเดียวกัน

ปล.ถ้าคุณไม่เคยดูรายการนี้ และนึกไม่ออกว่ารายการประเภทนี้มันถามอะไรกัน ลองดูเทปล่าสุดที่น้องเมเปิ้ล Maxim มาออกก็ได้ครับ

2010/06/13

นิตยสารไทยที่อ่านล่าสุด

เอามาจดไว้เหมือนเดิม เริ่มสังเกตว่านิตยสารที่จะอ่านประจำมักเปลี่ยนตามความสนใจหลักช่วงนั้น และรวมถึงอายุ -*-

- a day
- มติชนสุดสัปดาห์
- Secret
- way
- EWorld
- สุดสัปดาห์
- Money & Wealth
- Thailand BusinessWeek
- Food of Life
- (...บางเล่มที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ :P )

ปล.ในบรรดานิตยสารแจกฟรี ตอนนี้ผมชอบ คิด ของ TCDC ที่สุดครับ

2010/06/12

ฝนเอยทำไมจึงตก

ดูเหมือนว่าข่าวการปรับครม.ที่แสดงให้เห็นว่า "ใครคือขาใหญ่" ตัวจริง ผสมโรงกับข่าวการตัดถนนขึ้นเขาใหญ่จะทำให้กองเชียร์รัฐบาลแอบเซ็งไปไม่น้อย พาลก่นด่าไปว่าไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนการเมืองจะน้ำเน่าเป็นวังวน และนักการเมืองจะเห็นแก่ตัวอยู่ร่ำไป

...จริงไม่จริง การกระทำก็ได้ตอบพวกเราไปแล้ว...

สิ่งที่พบได้คือสหายหลายท่านต่างก่นด่าว่าประเทศนี้นักการเมืองแย่ เลว เห็นแก่พวกพ้อง ไม่ทำเพื่อประเทศ แถมหลายครั้งก็มักทำอะไรงี่เง่าไม่สมกับตำแหน่งที่ดำรงอยู่

ฟังแล้วหงิดใจก็เลยตอบออกไปว่า ลงแบบนี้พวกเราคงต้องไปเป็นนักการเมืองเพื่อให้ประเทศมันดีขึ้นอย่างที่อยากได้กันนั่นแหละ คำตอบที่ได้ออกมามักเหมือนกันคือ การเมืองมันเหมือนน้ำเน่าโสโครก กระโดดลงไปแล้วต่อให้เราสะอาดแค่ไหนก็ต้องเหม็นเน่าติดตัวมา ฉะนั้นทำหน้าที่ของเราให้ดีกว่าอย่าไปเปลืองตัว

?!?

ผมก็ถามต่อไปว่าฟังดูแบบนี้มันเหมือนนั่งลุ้นอยู่นอกสนาม แล้วก็หวังว่ามันจะดีขึ้นเองโดยที่เราก็ทำอะไรไม่ได้เช่นนั้นหรือ เราก็รู้อยู่ว่าถ้าไม่ CHANGE มันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปนินา?

แทบทุกรายที่คุยมาจะตอบทำนองว่า "ก็หวังว่านักการเมืองพวกนี้มันจะตายกันให้หมด เหมือนฟินแลนด์โปแลนด์ได้ยิ่งดี"

พอลงแบบนี้ก็มักไม่ต่อความ เพราะจากที่เรามองปัญหาแบบควบคุมได้ ก็เริ่มออกทะเลไปในระดับสาธุๆ ขอให้มันเป็นไป ซึ่งเริ่มเกินเลยออกไปเยอะ

เรื่องที่ลองมาคิดเล่นๆต่อก็คือ ตายกันให้หมด แล้วการเมืองจะดีขึ้นจริงหรือ?

ให้ข้อสังเกตว่านักการเมืองแทบทั้งนั้นจะไม่โสด จะมีเครือลูกหลานญาติโกเต็มไปหมด จะเห็นได้ว่าการสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์นักการเมืองจำนวนมาก ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเหล่านั้นหมดอำนาจไปทันที เครือญาติยังพร้อมมาดูแลประโยชน์ส่วนตนกันต่อไป เช่นนั้นผมคิดว่าการสาปแช่งให้นักการเมืองตายกันให้หมด ก็ไม่น่าจะทำให้การเมืองสะอาดขึ้นอย่างที่เราคิดกันหรอก แม้ฟังดูสิ้นหวังแต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ก็จะเข้าใจได้ว่าอะไรกันแน่ที่ควรถูกแก้ไข อะไรกันแน่ที่เราควรปราถนาให้เกิดให้เป็น

แต่ถ้ายังคิดว่าการเมืองเรื่องของพวกมัน เราคงต้องปลงและคิดอะไรต่อยอดขึ้นไป...

...
...
...เฮ้ย! อย่าแช่งแบบนั้น ไม่ดีๆ...

2010/05/20

โครงการใหม่ๆในโคราช

เรื่องนี้โคราชมากๆ ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นอ่านแล้วคงงง

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่าการลงทุนในโคราชตอนนี้ อะไรก็ไม่น่าทำเท่ากับหมู่บ้านจัดสรรแล้ว เพราะ Demand มีสูงมาก เรียกว่าถ้าไม่ขี้เหร่อะไรยังไงก็ขายได้หมดก่อนปักเสาด้วยซ้ำ

...ขนาดนั้น?...

ท่านให้เหตุผลว่าตอนนี้มีโครงการการลงทุน ทั้งทุนท้องถิ่นและทุนกรุงเทพฯไหลเข้ามามาก ส่งผลให้พื้นที่โซนเมืองขยายออกไปกว้างขึ้น เลยพลอยทำให้ที่ดินตรงไหนก็แลดูใช้พักอาศัยได้และ "มีราคา" ขึ้นมา

พื้นที่เมืองใหม่ที่ขยายและมีการสร้างหมู่บ้านจัดสรรเยอะขึ้นมาก ก็มีทั้งโซนหัวทะเล จอหอ ราชภัฏ เส้นสุรนารี2 เส้นปักธงชัย(สวนสัตว์) เส้นบายพาสขอนแก่น(ศาลปกครอง) นี่ล่าสุดอ่างห้วยยาง ก็ยังพยายามสร้างเมืองใหม่กันด้วยราคาบ้านที่ถูกกว่า

ด้วยการพิสูจน์จนถึงบัดนาวว่าปักเสาก็ขายได้หมด และผู้ที่เข้ามาซื้อกว่าครึ่งก็ไม่ใช่คนท้องถิ่น ทำให้ผมยังมองไม่ออกว่ามันจะฟองสบู่แตกเมื่อไหร่ แต่ที่เห็นแน่ๆคือ Demand โครงการส่วนใหญ่จะเป็นทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านจัดสรรเป็นหลัก คอนโดมิเนียมยังจุดไม่ค่อยติดเท่าไหร่

การสนทนาท้ายๆท่านก็บอกว่า นาทีนี้ หาทำเลที่ซักผืน เคาะราคา กู้แบงก์ แล้วหาผู้รับเหมา เราก็เป็นเสือนอนกินกันได้สบายๆ ซึ่งแน่นอนว่าพามา take risk อย่างกับสมัย'40กันระดับนี้เราก็ได้แต่พยักหน้าแล้วยิ้มแหะๆกันไป

นอกเหนือจากเดอะมอลล์ที่ขยายพื้นที่ชั้น3แล้ว โคราชยังมีโครงการขนาดใหญ่มากๆ ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อทั้งกิจกรรมในท้องถิ่น Traffic และอื่นๆได้ ประกอบด้วย

1. CK Plus ซึ่งเป็นที่ดินด้านขวามือของเดอะมอลล์ขนาด4ไร่ เน้นสินค้าจำพวกแฟชั่นและไอที กำหนดเปิดกันยายน 53
2. Home Pro สาขา3 ที่ถนนบายพาสบนพื้นที่ 11 ไร่
3. คลังคาซ่า เมืองใหม่บริเวณในถนนมิตรภาพฝั่งตรงข้ามโลตัส พื้นที่250ไร่ ฟังชื่อแล้วคนโคราชก็น่าจะเดาได้ว่า1ใน2ผู้ถือหุ้นหลักคือตระกูลไหน (ฮา)

อย่างไรก็ตามถ้าคนอยู่โคราชจริงๆน่าจะถามกันมากกว่าว่าเมื่อไหร่ที่ดินตรงข้าม Big C จะถูกทำ อะไร อะไร อะไร เสียที

...เค้าก็รอ Central เหมือนกันแหละน่า...

2010/04/28

Presentation 101



สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีเรื่องปวดตับกับ Powerpoint/Keynote รวมถึงวิธีการนำเสนอ(ของคนอื่น)อย่างหนัก ออกตัวว่าไม่ใช่คนที่นำเสนอได้ดีเลิศ แต่พยายามเรียนรู้ปรับปรุงการนำเสนอของตัวเองเรื่อยๆว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และอะไรที่พยายามจะไม่ทำ

เรื่องเบสิกที่นึกออกในการนำเสนอทันทีคือ
  • ใครคือผู้ฟัง เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะเป็นเนื้อหาคือสิ่งที่เขาอยากฟัง คุณไม่อยากสอนจระเข้ว่ายน้ำ แต่ขณะเดียวกันการสอนทุกอย่างที่เขาไม่อยากรู้ก็เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย
  • Powerpoint ไม่ใช่ Word อย่ายัดทุกสิ่งอย่าง อีกทั้งยังบ่งบอกความมักง่ายในการแปลงเอกสารมาสู่สไลด์นำเสนอ ว่าเป็นการตัดแปะมากกว่าการสังเคราะห์ความคิดอย่างรวบย่อ
  • รู้จักเล่นกับสีและขนาดของตัวอักษร
  • การนำเสนอที่ยาวเกิน 20 นาที คือความน่าเบื่อ เกิน30นาทีคือหายนะ
  • ตำแหน่งยืนควรอยู่ทางขวาของสไลด์มากกว่าซ้าย เพราะสไลด์เป็นการอ่านจากซ้ายไปขวา การยืนตรงขวาจะทำให้การ"ดู"สไลด์จบลงที่ตัวผู้นำเสนอ เขาก็จะหยุดฟังเรานำเสนอต่อ ไม่ใช่ฝาผนัง
  • ห้ามหันหน้าไปดูสไลด์ ถ้าจำเป็นแค่เหลือบมองเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่แย่มากที่คนเราหันหลังให้ผู้ฟังโดยไม่รู้ตัว
  • รูปหนึ่งรูปอาจแทนคำได้นับพัน
  • pointer อาจเหมาะกับการนำเสนอที่มีรายละเอียดเยอะและจำเป็นกับผู้ฟังเฉพาะหัวเรื่อง (เช่นการนำเสนอตัวเลขทางการเงินการบัญชี) การใช้ laser ยิงไปโดยไม่มีประเด็นที่ต้องไปเน้นเพิ่มบนนั้น ก็ไม่ต่างกับเด็กพยายามโชว์ของเล่นเลย
อันที่จริงการทำให้ได้ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็ยากแล้วสำหรับปุถุชนทั่วไป แต่ถ้าไม่อยากได้ภาพคนฟุบหลับ หาว มองนาฬิกาเป็นของแถมจากการนำเสนอ นี่มันก็จำเป็น

รูปประกอบจาก blog ของ Mike Ramm

2010/03/29

Arbitrage ที่เคเอฟซี



ถ้าคุณเป็นพนักงาน KFC คุณสามารถหน้ามึนทำ Arbitrage ได้เนื่องจากราคาของวิงส์เตี๋ยวต้มยำ (คิดรสชาตินี้ได้ไงเนี่ย) เกิดความไม่สมดุลกันกล่าวคือ

2 ชิ้น 29 (14.5 ต่อชิ้น)
3 ชิ้น 45 (15 ต่อชิ้น)
5 ชิ้น 75 (15 ต่อชิ้น)

ฉะนั้นถ้ามีลูกค้ามาขอซื้อวิงส์ 5 ชิ้น คุณก็คีย์ 2+3 ลงไป แทนที่จะคีย์ 5 ไปตรงๆ คุณก็จะได้กำไรนิ่มๆเลย 1 บาทต่อครั้งการซื้อ

แล้วทำทำไม?

อาจจะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่นี่ถือว่าเป็นกลยุทธ์ไซส์เล็ก คือเร่งเร้าลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นจากการเปรียบเทียบ ในที่นี้จะเห็นว่าแม้จ่ายน้อยก็ได้ความรู้สึกว่าซื้อสินค้าที่ราคาถูกแล้วถูกอีก ผู้จำหน่ายเองก็ไม่ได้เสียหายอะไร จะซื้อ 2 ชิ้น หรือหลายชิ้นกว่านั้นก็ไม่ได้ต้องผลิตอะไรแยกแตกต่างกันเป็นพิเศษ มันก็คือไก่ทอดตัวเดียวกัน

กลยุทธ์ราคาแบบนี้เราจะพบได้มากในสินค้าอุปโภคเช่น แชมพู ยาสีฟัน สบู่ หากลองเปรียบเทียบดู บางสินค้าตั้งใจจัดจำหน่ายสินค้าขนาดเล็ก ในราคาที่ต่ำกว่าขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแบบต่อปริมาณ ก็เพื่อเร่งเร้าให้การตัดสินใจซื้อเป็นไปได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

2010/03/27

โต้วาที

สมัยทำโต้วาทีตอนปริญญาตรี กติกาหนึ่งซึ่งเขียนเอาไว้ในการโต้วาทีคือ

ห้ามอ้างเหตุผลโดยใช้พระราชดำรัส

ถึงแม้ทีมตัวเองจะเคยแพ้เพราะอีกฝ่ายอ้างพระราชดำรัสก็ตาม (ฮา) แต่หลักการของเงื่อนไขนี้ก็ตรงไปตรงมามาก เพราะการโต้วาทีคือการใช้เหตุผลมาหักล้างกันไปมา แต่การใช้พระราชดำรัสเป็นเหตุผลหนึ่งนั้น "เป็นการทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถที่จะหักล้างได้" เช่นนั้นการโต้วาทีจึงไม่ยอมให้อ้างอะไรก็ตามด้วยพระราชดำรัส

ทั้งนี้กติกานี้ไม่ได้บอกว่าพระราชดำรัสจะถูกหรือผิด แต่สอนให้ผู้โต้วาทีเตือนตัวเองว่าเป็นการไม่สมควรที่จะใช้พระราชดำรัสเป็นเทคนิคพิเศษทำให้ตนเป็นฝ่ายชนะเสมอ เพราะคุณอีกฝ่ายจะไม่มีความเหมาะสมใดๆที่จะออกมาหักล้างได้ ซึ่งเป็นการทำลายระบอบการโต้วาทีที่ทุกอย่างต้องหาเหตุหักล้างกันได้

...
...
...หันมาดูอะไรตอนนี้...อย่าใช้อะไรแบบนี้เป็นข้ออ้างกันเลย...

2010/03/25

สหกรณ์

มีคนชวนไปลงทุนในสหกรณ์ทั้งหลายแหล่มาซักพักแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ไปสมัครซักที เหตุผลหลักๆคือไม่ค่อยสนใจหาข้อมูล รู้สึกว่าช่องทางอื่นเรารู้จักมากกว่าก็เท่านั้น จนเมื่อวานเจอคุณอาท่านหนึ่ง ก็พูดกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า ผลตอบแทนปีก่อนตั้ง 9% เสี่ยงก็ไม่เสี่ยง ทุนก็ไม่ต้องสูง ออมเงินอีกต่างหาก ภาษีก็ไม่เสีย

...แว้บเดียวผมคิดทันทีว่า มันจะเป็นไปได้ไง ความเสี่ยงต่ำ แถม 9% เนี่ย มันขัดกับสภาพจริงในตอนนี้ชัดๆ แบบนี้กองทุนไทยก็ห่วยหมดสิ...

ผมจะพยายามไม่บอกว่าการลงทุนในสหกรณ์พวกนี้ดีหรือไม่ดี แต่นี่คือข้อมูลที่ไปหามาได้ และเป็นความจริงที่ต้องทราบ นอกเหนือจากตัวเลขผลตอบแทนที่สวยหรู

- รัฐไม่คุ้มครองเงินต้นของสหกรณ์แบบเงินฝากธนาคาร นั่นแปลว่าถ้าสหกรณ์ล้ม มันกินทุนคุณหมด
- เหตุผลที่ให้ผลตอบแทนได้สูง เพราะการลงทุนหลักของสหกรณ์เหล่านี้คือ "ปล่อยกู้"
- ถ้าไม่ปล่อยกู้โดยตรง ก็ใช้วิธีไปถือหุ้นบริษัทที่ทำหน้าที่ปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
- หนทาง survive แบบหนึ่งของสหกรณ์เหล่านี้กรณีผลประกอบการขาดทุน คือการระดมหาสมาชิกเพิ่ม ซึ่งไม่ต่างจากการระดมทุนเวลาเงินหมดมือของบริษัท
- Members get members เป็นกลไกหนึ่งที่สหกรณ์พวกนี้ใช้กัน ...คุ้นๆมั้ย?

การลงทุนมีความเสี่ยง...

คำไม่น่าฟัง

กลางสัปดาห์เอาคอมพิวเตอร์ไปซ่อมมาครับ ทำให้ได้รู้ว่าคอมพิวเตอร์นั้นควรยกไปซ่อมและเช็กซะให้หมดในช่วงใกล้หมดประกัน จะคุ้มค่ามากที่สุด

ฉะนั้นเมื่อเขาชวนซื้อตัวต่ออายุประกันออกไปอีก 2 ปี ผมก็ไม่โลเลที่จะซื้อ ประสบการณ์เมนบอร์ดช๊อตยังคงหลอกหลอนและเตือนว่าเสียน้อยเสียยากจริงๆ

เสร็จสรรพสามวันคอมพิวเตอร์กลับมาหาในสภาพเดิม ผมเก็บคอมพิวเตอร์ใส่กระเป๋า แม่คุณเจ้าหน้าที่ดันพูดประโยคที่เธอไม่ควรพูดเลย

"ยินดีที่ได้ให้บริการ หวังว่าโอกาสหน้าจะได้รับใช้อีกค่ะ"

....

บางเรื่องเว้นไว้ก็ได้ ด้วยความเคารพ -"-

2010/03/22

ภาษี

อีกสิบวันก็จะหมดเขตการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วนะครับ มนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้ทั้งหลายอย่าลืมยื่นให้เสร็จสิ้นเชียว

ในภาวะบ้านเมืองไม่ค่อยปกติช่วงสองสามปีแบบนี้ วาทกรรมหนึ่งที่พูดกันมาตั้งแต่เสื้อเหลืองยันเสื้อแดงคือ

"ไม่เสียภาษีได้มั้ย...สาาดดดด"

แน่นอน เรามีเหตุผลแสนแปดที่จะอ้างเพื่อไม่เสียภาษี

- เบื่อเสื้อเหลือง สส. ที่เป็นแกนนำคนนั้น
- เบื่อเสือแดง สส.ที่เป็นแกนนำคนนั้น
- เบื่อทหาร กินภาษีไปซื้อ GT200
- เบื่อตำรวจ ไม่ไล่ม็อบให้เสร็จ
- เบื่อ เบื่อ เบื่อ

จริงๆแล้ว ผมไม่เชื่อว่าใครหน้าไหน ถามไปเหอะ ที่อยากเสียภาษีจนตัวสั่น ไม่มีทาง ไม่มี๊ ไม่มี...

เช่นนั้นแล้ว การให้ผลว่า "ไม่อยากเสียภาษี" โดยอ้างเหตุหลายแสนประการนั้นล้วน "แอบอ้างกันทั้งสิ้น" เพราะจริงๆแล้ว ต่อให้ไม่มีม็อบ สังคมสงบสุข ผู้คนรักใคร่ คุณก็คงไม่อยากเสียภาษีอยู่ดี เพราะแม้การเบิกจ่ายเป็นเหตุเป็นผล ดีทุกอย่าง เหมาะสมทุกด้าน คุณก็พร้อมอ้างเหตุผลไม่เสียเนื่องจากระบบขั้นบันไดไปอีก

- เกษตรกรไม่มี payslip เหมือนมนุษย์เงินเดือน เลยหมกรายได้
- ทำไมกรุต้องเสีย 30% ไม่เหมือนลูกน้องแค่ 10%
- เซ็งมนุษย์เงินเดือน หลบไม่ได้แบบพ่อค้า

แค่จะบอกว่า คนเราบางทีก็พยายามหาเหตุผลเท่ๆสวยหรูมาประกอบการ "ขอไม่เป็นพลเมืองที่ดี" ทั้งที่สุดท้ายแล้ว ต่อให้ไม่มีเหตุผลคุณก็คงไม่อยากเป็นพลเมืองที่ดีในจุดนั้นอยู่ดี

2010/02/15

JAL & Doraemon

แม้สายการบินจะอยู่ระหว่างการล้มละลาย แต่ JAL หรือ Japan Airlines ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวเครื่องบินลายโดราเอม่อนอย่างเป็นทางการวานนี้



JAL นำโบอิ้ง 777-300 มาตกแต่งลายบนเครื่องเป็นโดราเอม่อนและตัวการ์ตูนอื่นเพื่อโปรโมตภาพยนตร์โดราเอม่อนตอนใหม่ Doraemon The Movie: Nobita’s Great Battle of the Mermaid King ซึ่งมีกำหนดเข้าฉาย 6 มีนาคมนี้ ความพิเศษคือนี่เป็นโดราเอม่อนภาพยนต์ตอนใหม่ (หลังจากดันทุรังทำรีเมกมาหลายปี) และยังเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปีของโดราเอม่อนบนจอเงินด้วย

เที่ยวบินที่จะให้บริการเครื่องบินลายนี้เป็นเที่ยวบินในประเทศ โดยจะให้บริการในจุดเชื่อมต่อของสนามบิน Haneda, Sapporo, Nagoya, Osaka, Fukuoka และ Naha

แม้บริษัทจะอยู่ในช่วงการฟื้นฟูกิจการ แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ JAL เพราะได้รับเงินสนับสนุนจากภาพยนตร์นั่นเอง

แปลจาก iStockAnalyst: Japan Airlines unveils plane with Doraemon livery

2010/01/07

อาหารแฟชั่น

มีคนบอกว่าตลาดแถวบ้านมีร้านใหม่มาเปิด เป็นร้านขายมันฝรั่งเกลียวทอดเสียบไม้ ก็เลยแว้บไปดู

ก็ไปดูพบว่าคนมาต่อคิวซื้อพอควร แลดูน่าอิจฉาร้านเค้า ราคาขายก็ไม้ละตั้ง20บาท สิ่งที่ได้รับคือหน้าตาแบบนี้

060120101964

มันเป็นมันฝรั่งหันแผ่นยาวเป็นเกลียวเสียบไม้ แล้วก็โรยผงปรุงรสตามใจชอบ ถ้าชอบมากอีกก็ขอมายองเนสได้ด้วย ราคา20บาทต่อไม้ ใช้เซ้นส์ก็รู้ว่าแพง

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ พอเดินถือแล้วคนมองเยอะมาก...

...ไม่ใช่เพราะคนถือหน้าตาดี แต่เป็นเพราะไอ้เจ้ามันฝรั่งนี่มันไม้ยาวหนึ่งฟุต พอถือแล้วมันเลยเด่น อารมณ์คนถือขนมสายไหมก้อนเบ้อเริ่มน่ะ

คำถามก็คือ ราคา20บาทที่จัดว่าแพง ถือแล้วเด่น มันบอกอะไรเรา??

อาหารบางชนิดไม่ได้ขายอะไรใหม่ มันฝรั่งก็คือมันฝรั่งทอด ผงปรุงรสก็เป็นอะไรแบบในขนมถุง แต่สิ่งที่ขนมนี้ต่างไปคือ การจัดรูปแบบนำเสนอ และวิธีการสร้างสินค้าให้เตะตาผู้คน ให้คนทักถึง อย่างน้อยก็มีคนเดินมาถามผมสองคนว่า ไอ้นี่มันขายที่ร้านไหน

แต่ปัญหาก็เช่นกัน สินค้าแบบนี้มีความไม่จริง มีคุณค่าส่วนเพิ่มอยู่มากเกิน และเป็นแฟชั่นมากไป เวลาหนึ่งมีผู้คนรับรู้ได้ สินค้าเหล่านี้ก็จะไม่โดดเด่นและถึงขาลงในเวลาอันสั้น ที่พูดแบบนี้ไม่ได้แช่ง แต่วัฏจักรมันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้านึกถอยย้อนก็เช่นโรตีบอย ที่สร้างคิวให้ยาวเด่น และกลิ่นเนยเตะจมูก หรือถอยไปอีกรุ่นก็ชานมไข่มุกใส่แก้วทรงสูงเด่นนั่นปะไร เมื่อคุณค่าจริงๆไม่สมราคา และอุดมด้วย value-added เกินงาม วันหนึ่งสินค้าที่เด่นและแปลกก็ไม่เด่นอีกต่อไป

...เอิ่ม แต่ว่ามันก็อร่อยแบบ junk food ว่ะ เดี๋ยววันหลังไปอุดหนุนอีก :P

ปล.จริงๆผมเคยเห็นร้านขายมันทอดอะไรแบบนี้มาซักพักแล้วละในกทม. แต่ว่าไม่มีโอกาสลอง