2010/06/26

ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้

สืบเนื่องจากข่าว iPhone 4 มีปัญหาเรื่องสัญญาณอ่อนหากจับตำแหน่งเสาอากาศ (ข่าว Blognone) เรื่องมันเริ่มดราม่าไปอีกระลอกเมื่อตา C.K.Sample III ซึ่งเป็นคนถนัดซ้าย แล้วก็หงุดหงิดปัญหาสัญญาณอ่อนใน iPhone 4 เช่นกัน พี่แกเลยส่งอีเมล์ไปหาท่านศาสดา Steve Jobs พร้อมกับย้ำว่าการถือด้วยมือซ้ายเป็นการปิดเสาสัญญาณอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำไงดี พี่แกได้รับคำตอบจากท่านศาสดาดังนี้ (ไม่รู้ตัวจริงหรือทีมงาน)

Gripping any phone will result in some attenuation of its antenna performance, with certain places being worse than others depending on the placement of the antennas. This is a fact of life for every wireless phone. If you ever experience this on your iPhone 4, avoid gripping it in the lower left corner in a way that covers both sides of the black strip in the metal band, or simply use one of many available cases.”
(อ่านต้นฉบับตัวเต็มที่นี่)

แปลเป็นภาษาไทยแบบไม่สุภาพได้ว่า "ถือแบบนั้นมันก็ต้องสัญญาณอ่อนน่ะถูกแล้ว มึงก็จับให้มันต่ำลงมาหน่อย หลีกเลี่ยงมุมซ้ายล่างไว้ เข้าใจมั้ยแฮ๊"

การตอบเมล์ดังกล่าวสร้างความสั่นสะท้านในวงการอย่างหนัก สาวก Apple บางคนเองยังอึ้งแดกกับการตอบแบบนี้ ส่วนพวกแอนตี้ก็สนุกปากกันทีเดียว ทำนองว่าอุปกรณ์หรือระบบไม่ผิด user น่ะผิด

ที่น่าคิดก็คือเรื่องมันมาขนาดนี้ Apple จะแก้เกมอย่างไร?

ประเด็นมือซ้ายนั้นน่าเป็นห่วงเหมือนกัน ก็หวังใจว่า Apple จะทำอะไรแก้ไขบ้าง แต่ถ้าจะไม่มีการแก้ไข ก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใดเพราะ Apple เล่นบทผู้ชี้นำตลาดมาโดยตลอด

ชี้นำอย่างไร? จะเห็นว่า Apple นั้นทำสินค้าที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่สมัย iPod ที่ยุคนั้น MP3 Player ที่มีขนาดพอๆกับ iPod ล้วนต้องมีสองฟังก์ชั่นเสริมคือ วิทยุFM และเครื่องอัดเสียง แต่ iPod ไม่มี แถมการโอนเพลงต้องทำผ่าน iTunes อีกด้วยซ้ำ พอมาถึงยุค iPhone ความที่มีปุ่มกดแค่ปุ่มเดียวก็ถูกสงสัยว่าคนใช้งานจะไม่งงหรือ แต่ดูเหมือนพอเวลาผ่านไป ผู้บริโภคก็ปรับตัวเข้าหาวิถีทางที่ Apple ขีดเอาไว้ให้ได้โดยตลอด

จุดนี้ก็ต้องลุ้นดูว่าประเด็นที่หนักหนาสากรรจ์ขึ้นอย่างท่าถือโทรศัพท์ ใครจะเข้าหาใครกันก่อนแน่???

ปล. ส่วนตัวคิดว่า Apple ทราบ issue นี้อยู่ก่อนแล้ว แต่ด้วยกรอบเวลาจำกัดและปัญหาแก้ไขไม่ได้ตามเวลาเปิดตัว โทรศัพท์ก็ต้องออกขายอยู่ดี สงครามวัดใจนี้จึงต้องจำยอมเริ่มขึ้น

ล้วงลับตับแตก



ล้วงลับตับแตกออกอากาศมาจะครบหนึ่งปีแล้ว รายการนี้มาในเวลาที่ต้องปะทะกับขาใหญ่คืนวันพฤหัสคือเป็นต่อ แต่ด้วย backup ผู้ผลิตคือ Workpoint ก็น่าเชื่อว่าต้องมีจุดแข็งในรายการอยู่บ้าง

ล้วงลับฯ ใช้แกนรายการคือการซักไซ้ไล่ความจริง น่าเชื่อว่าได้แรงบันดาลใจจาก The Moment of Truth แต่ปรับรูปแบบจากเอาคนทางบ้านมาแฉเป็นรายการแฉดาราแทน โดยจับดารามานั่งเก้าอี้จับเท็จแล้วถามคำถามเรื่องส่วนตัวเพื่อให้ตอบความจริง

เหตุผลที่ทำให้รายการอยู่ได้มาบัดเดี๋ยวนี้คือ content แนวแฉดาราอยู่ในระดับขายได้มาซักพักแล้วในประเทศนี้ รายการนี้จึงเหมือนส่วนเติมเต็มเพราะมีภาพและเสียง พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญมาบอกตอนจบว่าพูดจริงหรือเท็จ

มีคนถามว่ารายการนี้มันมีไปทำไม คำตอบผมคือมันก็เป็นรายการแนวขยะที่ดูเอามันได้อย่างเดียว ตอบโจทย์คนดูจำนวนมาก (เพราะถ้าไม่มากพอ หนังสือดาราพวกนั้นมันจะขายได้ไง?) ส่วนประกอบในรายการทั้งหมด ทั้งเกมใบ้คำ การบอกรัก การจับเท็จ และเกมตับแตกถูกยัดใส่ลงไปในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงซึ่งยาวพอๆกับชิงร้อยชิงล้าน แต่ภาพรวมหนักหนาสากรรจ์กว่า และบ้ามากกว่าเยอะ

ข้อน่าห่วงของรายการนี้คือประเด็นที่สนทนากันในรายการนานเข้าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหาที่โหดขึ้นของนิตยสารแนวแอบถ่ายดารา หรือรายการเม้าท์ดาราทั้งหลาย ตัวอย่างตอนล่าสุดเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา เนื้อหามีทั้งการเลี้ยงดูนักศึกษา Outdoor Sex การทำงานของปาปารัสซี่ การคบสองคนพร้อมกัน ฯลฯ นี่เทปเดียวอัดมาได้ขนาดนี้กันเลยเชียว

ในสภาพสังคมดัดจริตแบบนี้ (คือปากไม่ชอบ แต่ก็ดูก็ฟัง) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารายการจะรอดไปได้นานแค่ไหน เพราะรายการน่าจะถูกแรงปะทะจากทั้งช่อง9เอง ตัวเจ้าของคือคุณปัญญาเองด้วย แต่ส่วนตัวผมคิดว่ารายการคงอยู่ได้อีกพอสมควร เพราะ content แนวนี้ตลาดยังตอบรับอยู่ ถ้าจะอยู่ไม่ได้ก็เพราะรายการและสถานีถอดใจเองมากกว่า

รายการได้เรทติ้ง น18+ มาโดยตลอด ซึ่งเทียบเท่ากับรายการเป็นต่อ ที่ออกอากาศในเวลาเดียวกัน

ปล.ถ้าคุณไม่เคยดูรายการนี้ และนึกไม่ออกว่ารายการประเภทนี้มันถามอะไรกัน ลองดูเทปล่าสุดที่น้องเมเปิ้ล Maxim มาออกก็ได้ครับ

2010/06/13

นิตยสารไทยที่อ่านล่าสุด

เอามาจดไว้เหมือนเดิม เริ่มสังเกตว่านิตยสารที่จะอ่านประจำมักเปลี่ยนตามความสนใจหลักช่วงนั้น และรวมถึงอายุ -*-

- a day
- มติชนสุดสัปดาห์
- Secret
- way
- EWorld
- สุดสัปดาห์
- Money & Wealth
- Thailand BusinessWeek
- Food of Life
- (...บางเล่มที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ :P )

ปล.ในบรรดานิตยสารแจกฟรี ตอนนี้ผมชอบ คิด ของ TCDC ที่สุดครับ

2010/06/12

ฝนเอยทำไมจึงตก

ดูเหมือนว่าข่าวการปรับครม.ที่แสดงให้เห็นว่า "ใครคือขาใหญ่" ตัวจริง ผสมโรงกับข่าวการตัดถนนขึ้นเขาใหญ่จะทำให้กองเชียร์รัฐบาลแอบเซ็งไปไม่น้อย พาลก่นด่าไปว่าไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนการเมืองจะน้ำเน่าเป็นวังวน และนักการเมืองจะเห็นแก่ตัวอยู่ร่ำไป

...จริงไม่จริง การกระทำก็ได้ตอบพวกเราไปแล้ว...

สิ่งที่พบได้คือสหายหลายท่านต่างก่นด่าว่าประเทศนี้นักการเมืองแย่ เลว เห็นแก่พวกพ้อง ไม่ทำเพื่อประเทศ แถมหลายครั้งก็มักทำอะไรงี่เง่าไม่สมกับตำแหน่งที่ดำรงอยู่

ฟังแล้วหงิดใจก็เลยตอบออกไปว่า ลงแบบนี้พวกเราคงต้องไปเป็นนักการเมืองเพื่อให้ประเทศมันดีขึ้นอย่างที่อยากได้กันนั่นแหละ คำตอบที่ได้ออกมามักเหมือนกันคือ การเมืองมันเหมือนน้ำเน่าโสโครก กระโดดลงไปแล้วต่อให้เราสะอาดแค่ไหนก็ต้องเหม็นเน่าติดตัวมา ฉะนั้นทำหน้าที่ของเราให้ดีกว่าอย่าไปเปลืองตัว

?!?

ผมก็ถามต่อไปว่าฟังดูแบบนี้มันเหมือนนั่งลุ้นอยู่นอกสนาม แล้วก็หวังว่ามันจะดีขึ้นเองโดยที่เราก็ทำอะไรไม่ได้เช่นนั้นหรือ เราก็รู้อยู่ว่าถ้าไม่ CHANGE มันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปนินา?

แทบทุกรายที่คุยมาจะตอบทำนองว่า "ก็หวังว่านักการเมืองพวกนี้มันจะตายกันให้หมด เหมือนฟินแลนด์โปแลนด์ได้ยิ่งดี"

พอลงแบบนี้ก็มักไม่ต่อความ เพราะจากที่เรามองปัญหาแบบควบคุมได้ ก็เริ่มออกทะเลไปในระดับสาธุๆ ขอให้มันเป็นไป ซึ่งเริ่มเกินเลยออกไปเยอะ

เรื่องที่ลองมาคิดเล่นๆต่อก็คือ ตายกันให้หมด แล้วการเมืองจะดีขึ้นจริงหรือ?

ให้ข้อสังเกตว่านักการเมืองแทบทั้งนั้นจะไม่โสด จะมีเครือลูกหลานญาติโกเต็มไปหมด จะเห็นได้ว่าการสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์นักการเมืองจำนวนมาก ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเหล่านั้นหมดอำนาจไปทันที เครือญาติยังพร้อมมาดูแลประโยชน์ส่วนตนกันต่อไป เช่นนั้นผมคิดว่าการสาปแช่งให้นักการเมืองตายกันให้หมด ก็ไม่น่าจะทำให้การเมืองสะอาดขึ้นอย่างที่เราคิดกันหรอก แม้ฟังดูสิ้นหวังแต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ก็จะเข้าใจได้ว่าอะไรกันแน่ที่ควรถูกแก้ไข อะไรกันแน่ที่เราควรปราถนาให้เกิดให้เป็น

แต่ถ้ายังคิดว่าการเมืองเรื่องของพวกมัน เราคงต้องปลงและคิดอะไรต่อยอดขึ้นไป...

...
...
...เฮ้ย! อย่าแช่งแบบนั้น ไม่ดีๆ...