SET ปีนี้กับปีที่แล้วมีดัชนีอยู่ในระดับเกินพันจุดและคนรู้สึกว่ามันแพงเหมือนกัน ซึ่งอนาคตก็ยังตอบไม่ได้เช่นเคยจึงแล้วแต่มุมมองของคุณๆ ปีนี้เลยขอนำเสนอ fact บางอย่างของกองทุน LTF ครับ เนื้อหาส่วนใหญ่ได้มาจากการตั้งข้อสังเกตของพี่ @TawinL ขอให้เครดิตมาในที่นี้
เม็ดเงินที่อยู่ใน LTF ทั้งระบบสิ้นสุดวันที่ 25 พฤศจิกายนมีมูลค่าถึง 127,000 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งหมด 21 บริษัทจัดการกองทุนเป็นดังนี้ (ข้อมูลจาก AIMC)
จะเห็นว่า K-Asset ของแบงก์กสิกรและ SCBAM ของไทยพาณิชย์นั้นเป็นผู้นำตลาด สองรายรวมกันก็เกินครึ่งของทั้งหมดแล้ว โดยทั้ง K-Asset และ SCBAM ต่างมี LTF บริษัทละ 6 กองทุนเท่ากัน
ส่วนแบ่งการตลาด LTF แต่ละของ K-Asset ล่าสุด
พบว่ากองทุนของ K-Asset ที่คนนิยมคือ K70LTF เค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล กับ KEQLTF เคหุ้นระยะยาว โดยทั้งสองกองทุนมีหุ้นหลักในพอร์ตไม่ต่างกันนักคือ ปตท. ปูนใหญ่ เอไอเอส ธ.กสิกรไทย รายละเอียดเพิ่มเติมดูเอาตาม link
มาดู SCBAM บ้าง ค่ายนี้ก็มี 6 กองทุนเช่นกัน แล้วก็เขียนนโยบายให้ต่างกันนิดๆ หน่อยเหมือนคล้ายของกสิกร มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นดังนี้
SCBLT1 แทบจะกินส่วนแบ่งหมดเลย แต่ส่วนตัวจขบ.ชอบแนะนำกองทุน SCBLTS กับ SCBLT2 ให้กับคนอื่น อันนี้ก็แล้วแต่กันไป โดยกองทุน SCBLT1 หรือไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล70/30 ลงทุนหนักในหุ้น ปตท. ปตทสผ. เอไอเอส ปตท.โกลบอลเคมิคอล และ ธ.ไทยพาณิชย์
สุดท้ายของค่ายบัวหลวง BBLAM มีสองกองทุนคือ B-LTF กับ B-LTF75 ส่วนแบ่งการตลาดนั้นเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันคือร้อยละ 47 และ 53 ตามลำดับ หุ้นที่ลงทุนหลักของค่ายนี้ต่างไปจากสองกองทุนข้างต้นคือเน้นใน บ.ซีพีออลล์ บ.ท่าอากาศยานไทย ธ.กรุงเทพ กรุงเทพประกันชีวิต และ บ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ มีการลงทุนในกลุ่มปตท. เช่นกันแต่ไม่เยอะ
ก็เอาเป็นว่าเลือกที่ชอบและถูกนิสัย รวมทั้งศึกษาการสับเปลี่ยนกองทุนระหว่างปีไว้ด้วยครับเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมครับ
0 comments:
Post a Comment