2011/12/19

ว่าด้วย LTF ปี 54

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของมนุษย์เงินเดือนสำหรับการซื้ออะไรต่อมิอะไรเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งในปีนี้ก็จะว่าด้วย LTF ล้วนๆ ต่อไป ปีนี้ผมยังมีมุมมองสำหรับคนที่ไม่ชอบติดตามตลาดหุ้นตลาดทุนแบบเดิม แบบเดียวกับที่เขียนไว้ปีที่แล้ว [วิธีซื้อ LTF ปี 2553] นั่นคือ ซื้อให้ได้ปริมาณไม่น้อยกว่าปีก่อนหน้า, ถ้าเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาสูงมากแล้วและไปต่อไม่ไหว ให้ซื้อกองทุนที่มีการทำ hedging ซึ่งในที่นี้พูดชื่อได้เลยสองกองทุน คือกองทุน KSDLTF ของกสิกรไทย และ SCBLTS ของไทยพาณิชย์จะช่วยปกป้องเงินต้นได้ แต่ถ้าเชื่อว่ายังไปต่อได้อีก แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น Blue Chip เป็นหลักที่มีมากมายเต็มไปหมดเพื่อโอกาสทำกำไรเวลาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น (ที่จริงกองทุน LTF แทบทั้งหมดมันก็ลง blue chip เป็นหลักแหละ น้อยกองมากที่ไม่เน้น blue chip)
SET ปีนี้กับปีที่แล้วมีดัชนีอยู่ในระดับเกินพันจุดและคนรู้สึกว่ามันแพงเหมือนกัน ซึ่งอนาคตก็ยังตอบไม่ได้เช่นเคยจึงแล้วแต่มุมมองของคุณๆ ปีนี้เลยขอนำเสนอ fact บางอย่างของกองทุน LTF ครับ เนื้อหาส่วนใหญ่ได้มาจากการตั้งข้อสังเกตของพี่ @TawinL ขอให้เครดิตมาในที่นี้

เม็ดเงินที่อยู่ใน LTF ทั้งระบบสิ้นสุดวันที่ 25 พฤศจิกายนมีมูลค่าถึง 127,000 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งหมด 21 บริษัทจัดการกองทุนเป็นดังนี้ (ข้อมูลจาก AIMC)


จะเห็นว่า K-Asset ของแบงก์กสิกรและ SCBAM ของไทยพาณิชย์นั้นเป็นผู้นำตลาด สองรายรวมกันก็เกินครึ่งของทั้งหมดแล้ว โดยทั้ง K-Asset และ SCBAM ต่างมี LTF บริษัทละ 6 กองทุนเท่ากัน

ส่วนแบ่งการตลาด LTF แต่ละของ K-Asset ล่าสุด


พบว่ากองทุนของ K-Asset ที่คนนิยมคือ K70LTF เค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล กับ KEQLTF เคหุ้นระยะยาว โดยทั้งสองกองทุนมีหุ้นหลักในพอร์ตไม่ต่างกันนักคือ ปตท. ปูนใหญ่ เอไอเอส ธ.กสิกรไทย รายละเอียดเพิ่มเติมดูเอาตาม link

มาดู SCBAM บ้าง ค่ายนี้ก็มี 6 กองทุนเช่นกัน แล้วก็เขียนนโยบายให้ต่างกันนิดๆ หน่อยเหมือนคล้ายของกสิกร มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นดังนี้


SCBLT1 แทบจะกินส่วนแบ่งหมดเลย แต่ส่วนตัวจขบ.ชอบแนะนำกองทุน SCBLTS กับ SCBLT2 ให้กับคนอื่น อันนี้ก็แล้วแต่กันไป โดยกองทุน SCBLT1 หรือไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล70/30 ลงทุนหนักในหุ้น ปตท. ปตทสผ. เอไอเอส ปตท.โกลบอลเคมิคอล และ ธ.ไทยพาณิชย์

สุดท้ายของค่ายบัวหลวง BBLAM มีสองกองทุนคือ B-LTF กับ B-LTF75 ส่วนแบ่งการตลาดนั้นเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันคือร้อยละ 47 และ 53 ตามลำดับ หุ้นที่ลงทุนหลักของค่ายนี้ต่างไปจากสองกองทุนข้างต้นคือเน้นใน บ.ซีพีออลล์ บ.ท่าอากาศยานไทย ธ.กรุงเทพ กรุงเทพประกันชีวิต และ บ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ มีการลงทุนในกลุ่มปตท. เช่นกันแต่ไม่เยอะ

ก็เอาเป็นว่าเลือกที่ชอบและถูกนิสัย รวมทั้งศึกษาการสับเปลี่ยนกองทุนระหว่างปีไว้ด้วยครับเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมครับ

No comments: