2012/07/05

หนทางของร้านหนังสืออิสระ

เมื่อวานนั่งฟังงานเสวนาเรื่องการพัฒนาโคราชให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ของสถาบันพัฒนาเมือง มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง แต่นั่นจะเอามาเขียนทีหลัง ประเด็นคืองานนี้จัดที่ร้านหนังสือเฟื่องนคร ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่ย้ายร้านกันแทบทุกปี พิกัดร้านครั้งสุดท้ายอยู่ที่โครงการตลาดร้อยปีเมืองย่า แต่คุณบิ๋งเจ้าของร้านตัดสินใจย้ายร้านมาที่ใหม่อยู่ตรงข้ามร้านดอกไม้กาแฟ ถนนมหาดไทย เนื่องจากตลาดร้อยปีมีการปรับรูปแบบและเสียงดังเกินไป ก็เอาว่าใครสนใจร้านหนังสือเล็กๆ แต่มีหนังสือที่หาซื้อตามร้านทั่วไปได้ยาก (สำนักพิมพ์ Open มีแทบทุกเล่ม) ก็เชิญมาครับ (พิกัด Foursquare)

ร้านหนังสือเฟื่องนคร นครราชสีมา

ประเด็นที่ได้คุยกับคุณบิ๋งคือร้านหนังสือที่ไม่ใช่เชนแบบ นายอินทร์ ซีเอ็ด บีทูเอส ตอนนี้ลำบากมาก เพราะพฤติกรรมผู้อ่านก็เข้าร้านที่ไม่ใช่เชนน้อยลงมาก การบริหารต้นทุนของร้านเล็กก็สูงกว่ามาก พอยอดขายลด ต้นทุนเพิ่มแบบนี้ ครึ่งปีที่ผ่านมาร้านหนังสือที่ไม่ใช่เชนสโตร์พวกนี้ปิดไปแล้วหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ

ปัญหานี้พวกสำนักพิมพ์ใหญ่ที่มีหน้าร้านของตัวเอง หรือสำนักพิมพ์ใหญ่ที่สายสัมพันธ์ดีกับร้านค้าคงไม่เดือดร้อน แต่สำนักพิมพ์เล็ก-กลางจะเดือดร้อนมาก จึงต้องพยายามหาหนทางประคองร้านหนังสืออิสระเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ทำกัน คือสำนักพิมพ์จะไม่มีการขายหนังสือตรงให้ลูกค้า ถ้าลูกค้ามีการสั่งหนังสือตรงมาที่สำนักพิมพ์ ก็จะแจ้งให้ร้านเหล่านี้ทำตัวเป็นคลังสินค้าย่อย จัดส่งหนังสือไปตามพื้นที่ใกล้เคียงแทน ก็นับเป็นทางหนึ่งในการประคองร้านหนังสือให้อยู่ได้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะโทษระบบทุนนิยมก็ไม่ถูกนัก เพราะในต่างประเทศเขามีกฎหมายเข้มงวดเลย คือห้ามทำธุรกิจหนังสือแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถ้าให้ยกตัวอย่างก็คือแบบที่ซีเอ็ดทำอยู่ คือมีครบทั้งเชนตั้งแต่โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ นักเขียน สายส่ง ร้านหนังสือ แบบนี้ในเมืองนอกจะทำไม่ได้ แต่ในไทยไม่มีใครใส่ใจ ตอนนี้ปัญหาการที่ค่ายหนังสือใหญ่ครบวงจรกำลังรุนแรงขึ้นมาก เพราะบรรดาสำนักพิมพ์เริ่มเสนอห้องสมุดต่างสถาบันต่างๆ ด้วยราคาที่กดลงต่ำเช่นกัน ก็นับว่าน่าเป็นห่วง

ในอีกด้านผู้อ่านเองก็ถือเป็นตัวปัญหา กล่าวคือผู้อ่านมีความขวนขวายที่จะหาหนังสือเองน้อยลง และพยายามเดินตาม Recommend List ที่ร้านหนังสือจัดให้มากขึ้น ซึ่งถ้าคุณเดินร้านหนังสือเชนก็จะเข้าใจประเด็นนี้ดี ทั้งการจัดหมวดหนังสือแนะนำ การจัดอันดับขายดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หนังสือที่เราเลือกจะอ่านถูกตีกรอบผ่านกระบวนการการตลาดมาอย่างดีที่สำนักพิมพ์ใหญ่วางเอาไว้นั่นเอง

อันที่จริงเรื่องการขอแค่ให้ได้ชื่อว่าอ่านหนังสือก็พอแล้ว จะเนื้อหาอะไรก็ช่างหัวมัน ก็ถูกสะท้อนแบบเจ็บปวดไปแล้วในหนังโฆษณากรุงเทพฯ เมืองการอ่าน ที่ถูกด่าเละเทะในความตื้นเขินของการนำเสนอ แต่นั่นแหละครับ มันคือวิธีการเลือกหนังสืออ่านของคนปัจจุบันจริงๆ ใครอยากหลีกหนีวงจรเชนร้านหนังสือครองประเทศนี้ก็ต้องพยายามเดินออกจากกรอบมากันดูครับ ผมเองก็ไม่ใช่คนที่หนีวังวนนี้พ้นเท่าใดนัก


1 comment:

แว่น said...

ตอนนี้ร้านย้ายมาที่ข้างสมาคมฮากกาแล้วครับ