2013/03/05

10 อันดับหุ้น "ราคา" แพง ของตลาดหุ้นไทย

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถือว่าร้อนแรงมาก และมีการออกคำเตือนว่าหุ้นไทยหลายตัว "แพงเกินไป" โดยใช้สูตรคำนวณว่าเพราะมันมี P/E Ratio เกิน 40 เท่า ซึ่งตรงนี้อาจจะจริงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะ P/E Ratio ที่สูงไม่ได้แปลว่ามันจะแพงเสมอไป หากแต่อาจมีความคาดหวังในการเติบโตของกิจการที่สูงมาก ซึ่งถ้าบริษัทสามารถเติบโตได้จริงก็ทำให้ตัวหาร E เพิ่มสูงขึ้นมากและ P/E ก็ปรับลดลงกลายเป็นหุ้นไม่แพงตาม logic นั้นเอง

ที่น่าคิดกว่าคือหุ้นขาดทุนเรื้อรังซึ่งตัว E ติดลบ จึงไม่สามารถหา P/E ได้ ก็ต้องถามว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายกันตอนนี้ที่ P/E ติดลบอยู่มีความคาดหวังคืออะไร แสดงว่าหวังให้มัน turnaround ใช่ไหม และมันจะเป็นจริงหรือเปล่า กลุ่มนี้สิที่ผมว่าน่ากลัวที่จะคาดเดามากกว่า

ตอนที่ผมเรียนอยู่คลาสหนึ่ง อาจารย์ท่านว่าแม้เราจะเข้าใจในทางทฤษฎีแล้วว่า หุ้นถูก-แพง มันอยู่ที่อัตราส่วนของราคาต่อหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังยึดติดที่ "ตัวเลขราคา" ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิทยาเล็กๆ ที่ปรึกษาทางการเงินไม่น้อยก็เชื่อว่าราคาหุ้นที่ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยควรอยู่ในราคาราว "3 หุ้น 10 บาท" ซึ่งดูดี ไม่ถูกไม่แพงเกินไป ถ้าราคาต่อหุ้นแพงขึ้นกว่านั้นเยอะก็ใช้วิธีลดพาร์ ปันผลหุ้น ฯลฯ เพื่อปรับราคาให้ลดลงก็ว่ากันไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามหุ้นหลายบริษัทก็มีความเชื่อว่าควรปล่อยให้มันแพงไปนั่นแหละดีแล้ว เพราะเงื่อนไขการซื้อขายหุ้นที่กำหนดขั้นต่ำ 100 หุ้น (หรือ 50 หุ้นถ้าราคาหุ้นเกิน 500 บาทนาน 6 เดือน) ช่วยทำให้หุ้นที่ราคาแพงมากนั้นปลอดภัยจากการเจอ "ตัวป่วน" เข้ามาพยายามสร้างราคา แต่ทั้งนี้เรื่องนี้ก็ไม่ได้จริงไปทั้งหมดเช่นกัน ก็ควรระมัดระวังด้วยครับ

ว่าแล้วมาดู 10 อันดับหุ้นในตลาดหุ้นไทย ที่มี "ราคาต่อหุ้นแพง" กันดู ที่จริงแล้วข้อมูลนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการลงทุนนัก แต่เหตุผลคือเขียนบันทึกเอาไว้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเมื่อดูครบแล้วคุณจะพบว่า ไม่ได้มีแค่ ปตท. หรือบ้านปู หรอกนะที่แพง (ใช้ราคาปิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556)

10. ห้องเย็นโชติวัฒน์หาดใหญ่ CHOTI 364 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ - ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง (กุ้ง กั้ง หมึก ปลา) ไปยังตลาดต่างประเทศ
  • PE 9.59 เท่า
  • Market Cap. 2,730 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท

9. บ้านปู BANPU 388 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ - ทำเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ลาว อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย และมองโกเลีย
  • PE 11.35 เท่า
  • Market Cap. 105,438.17 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท


8. ปูนซีเมนต์นครหลวง SCCC 389 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -ผลิต-จำหน่ายปูนซีเมนต์แบรนด์อินทรี และผลิต-จำหน่ายสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • PE 24.61 เท่า
  • Market Cap. 89,470 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท 


7. กรุงเทพประกันภัย BKI 392 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -รับประกันวินาศภัย ประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยยานยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด และรับประกันภัยต่อ
  • PE 47.6
  • Market Cap. 89,470 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท 

6. ปูนซิเมนต์ไทย SCC 456 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -มี 5 หน่วยธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเยื่อกระดาษ ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์-คอนกรีต ธุรกิจผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจเกี่ยวกับการค้า การจัดจำหน่าย การให้บริการขนส่ง การกระจายสินค้า
  • PE 23.21
  • Market Cap. 547,200 ล้านบาท
  • พาร์ 1 บาท


4. สยามแม็คโคร MAKRO 484 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -ศูนย์จำหน่ายสินค้าระบบสมาชิกแบบชำระเงินสดและบริการตนเอง แม็คโคร รวมถึงนำเข้าและจำหน่ายสินค้าแช่แข็งและแช่เย็น
  • PE 23.21
  • Market Cap. 547,200 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท 


4. กู๊ดเยียร์(ประเทศไทย) GYT 484 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ - ผลิตและจัดจำหน่ายยางรถยนต์ และยางเครื่องบิน ทั้งจำหน่ายในประเทศและส่งออก
  • PE 4.02 เท่า
  • Market Cap. 3,581.6 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท


3. โอเอชทีแอล OHTL 528 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -โรงแรมและภัตตาคาร แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
  • PE 27.52 เท่า
  • Market Cap. 8,448 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท

2. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต SCBLIF 1,054 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจลงทุน
  • PE 20.44 เท่า
  • Market Cap. 70,091 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท

1. โรงพยาบาลรามคำแหง RAM 1,890 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ -โรงพยาบาลรามคำแหง และถือหุ้นในโรงพยาบาลเอกชนอีก 7 แห่ง
  • PE 19.92 เท่า
  • Market Cap. 22,680 ล้านบาท
  • พาร์ 10 บาท


จะเห็นว่าหุ้น "ราคา" แพงแทบทุกตัว ไม่ได้แพงแบบ relative กับหุ้นอื่นในตลาดเสมอไปเมื่อดู PE หรือราคาพาร์ที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 10 บาท ยกเว้นตัวหนึ่งคือปูนใหญ่ ที่หากคิดราคาพาร์ 10 เท่ากับตัวอื่นในนี้ก็จะมีราคามากกว่า 4,000 ต่อหุ้น ซึ่งก็เป็นความตั้งใจที่จะปล่อยให้หุ้นมันแพง โดยไม่มีการลดพาร์หรือเพิ่มหุ้นของเจ้าของนั่นเอง ในแง่การประเมินราคาที่เหมาะสมจึงต้องใช้หลักอื่นเข้ามาช่วยคิดคำนวณด้วยมากกว่าการดูแค่ราคาเพียงอย่างเดียวครับ



No comments: