2013/04/24

ว่าด้วยอัครดีลแห่งวงการค้าปลีกไทย CPALL กับ MAKRO

หัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในข่าวเศรษฐกิจวันนี้คงไม่พ้น ข่าวการซื้อกิจการแม็คโครในประเทศไทย ของบริษัท ซีพีออลล์ ที่เรารู้จักกันในชื่อร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) โดยมูลค่าของดีลนี้อยู่ที่ 188,880 ล้านบาท จึงไม่แปลกที่สื่อจะสนใจ อย่างไทยรัฐก็ใช้คำว่าอัครดีลกันเลยทีเดียว

สำหรับข่าวที่เกี่ยวข้องตลอดวันเลขสวย 23/4/56 พี่ Joe รวบรวมไว้ให้แล้วครับ

ซีพีออลล์ก็คือหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ในร่มเงาเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ถ้าพูดแบบตีเหมาก็คือ ซีพีต้องการซื้อแม็คโครนั่นแหละ โดยเลือกให้ซีพีออลล์เป็นตัวแทนในการดำเนินการนี้ ซึ่งตามข่าวนั้นเรื่องนี้เริ่มจากฝั่งผู้ถือหุ้นใหญ่แม็คโครมีความต้องการอยากขาย เพื่อถอนธุรกิจจากประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจในเอเชียตัวสุดท้าย แล้วจะไปโฟกัสธุรกิจซีกตะวันตก และผู้ที่วิ่งเข้ามาขอซื้อก็คือกลุ่มซีพีนั่นแหละ

เพื่อให้เข้าใจสภาพและสถานการณ์ ก็จะเริ่มด้วยข้อมูลปัจจุบันของ Makro กับ CPALL เสียก่อน (ออกตัวก่อนว่ารีบเขียน อาจมีผิดพลาดบ้างครับ ยินดีหากช่วยแจ้งส่วนที่ผิด)


CPALL
  • ธุรกิจหลักคือร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเฉพาะในประเทศไทย
  • รายได้ปี 2555 - 197,815 ล้านบาท
  • กำไรปี 2555 - 11,057 ล้านบาท
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปี 2555 - 25,898 ล้านบาท
  • จำนวนสาขาสิ้นปี 2555 - 6,822 สาขา
  • จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัทคือการขายกิจการโลตัสในจีน ที่ขาดทุนเรื้อรังมานานออกไป
  • จุดเปลี่ยนถัดมาคือการปรับธุรกิจมาเน้นขายของกินที่มีอัตรากำไรสูง
  • รายได้ 72% มาจากการขายอาหารและเครื่องดื่ม

MAKRO
  • ถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่ม SHV จากฮอลแลนด์ 55% ซึ่งกลุ่ม SHV นี้เดิมเป็นเจ้าของ MAKRO ทั่วโลก แต่ทยอยขายกิจการไปทั้งในยุโรป-อเมริกา-เอเชีย เหลือเพียงสาขาในทวีปอเมริกาใต้และไทยประเทศเดียวในเอเชีย
  • กลุ่ม SHV มีธุรกิจหลักคือพลังงาน (จำหน่าย LGP, สำรวจน้ำมัน, พลังงานสะอาด)
  • กลุ่มซีพีเคยถือหุ้นใน MAKRO อยู่ 9% แต่ได้ขายไปทั้งหมดในปี 2548 เพื่อนำเงินสดไปใช้ในกิจการอื่น
  • รายได้ปี 2555 - 114,955 ล้านบาท
  • กำไรปี 2555 - 3,556 ล้านบาท
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปี 2555 - 5,166 ล้านบาท
  • เดิมนั้น MAKRO เป็นธุรกิจเป็นสองส่วนคือ ค้าส่ง (MAKRO) กับอุปกรณ์สำนักงาน (MAKRO Office Center)
  • ตั้งแต่ปี 2547-2548 ทั้งจากการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โครงสร้างผู้บริหาร Makro เริ่มดำเนินกลยุทธ์ขาที่สามคือ HoReCa เน้นกลุ่มลูกค้าโรงแรม-ร้านอาหาร-จัดเลี้ยง (ตามตัวย่อ) โดยขายสินค้าครอบคลุมกับกิจกรรมของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว
  • HoReCa กลายเป็นธุรกิจดาวรุ่งของ Makro แม้ไม่มีการแจกแจงตัวเลข % แต่น่าจะเป็นตัวที่ทำกำไรดีที่สุดของ Makro เพราะสะท้อนได้จากการเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่บริษัทดำเนินกลยุทธ์นี้ (ดูตัวอย่างสินค้า HoReCa ใน blog ตอนเก่า)
  • เริ่มธุรกิจ Food Service จัดส่งอาหาร เครื่องปรุงให้กับร้านอาหาร โรงแรม ต่อยอดจาก HoReCa โดยเน้นไปที่เมืองท่องเที่ยว (นี่ล่าสุดก็เตรียมเปิดสาขาปากช่อง)
  • ปี 2550 เริ่มแคมเปญมิตรแท้โชห่วย เพื่อย้ำโครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัท


ที่เขียนยาวหน่อยตรง Makro เพราะผมอยากชี้ว่า วาทะที่หลายคนมองกันอย่าง กินรวบค้าปลีกค้าส่ง หรือว่าเพชฌฆาตโชห่วยรวมร่างกับมิตรแท้โชห่วย ฯลฯ พวกนี้อาจเป็นแค่ภาพความเข้าใจจากภาพของกิจการ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะเห็นว่าจุดแข็งที่ทำกำไรของ CPALL กับ MAKRO มีความคล้ายกันคือการวนเวียนกับอาหารของกิน โดยมีสินค้าอื่นเป็นองค์ประกอบเสริม คุณค่าที่ทำให้ซีพีอยากได้ Makro จึงอาจอยู่กับเรื่องพวกนี้มากกว่าการได้ธุรกิจค้าส่งนะ

แล้วยิ่งเมื่อพูดถึงอาหารการกินเนี่ย พอเจ้าของ Makro คนใหม่เป็นซีพีนี่มันก็ ... นะ

สิ่งที่กลุ่มซีพีแถลงคือ Makro ในไทยจะยังดำเนินธุรกิจแบบเดิม นั่นคือค้าส่ง, HoReCa และอุปกรณ์สำนักงาน แต่ซีพีจะได้ synergy เพิ่มอำนาจต่อรองเนื่องจากมีทั้ง Makro และ 7-Eleven ในมือ รวมทั้งจะนำธุรกิจ Makro ออกไปทำยังตลาดในอาเซียนด้วย สิ่งที่น่าคิดต่อจากนี้ในเชิงคุณค่าคือ
  • Synergy ที่ได้มาเยอะแค่ไหน ประโยชน์มาถึง CPALL หรือ CP กันแน่?
  • Makro จะออกอาเซียนได้และดีแบบที่ทำสำเร็จในไทยจริงหรือ
  • ดีลนี้จะเป็นเกมกินกำไรเหมือนสมัยโลตัสจีนสำหรับ CPALL หรือไม่?
  • ฯลฯ โอย เยอะแยะให้คิดต่อ
ที่สำคัญสุดๆ คือประเด็นทางการเงินก็เป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ต่อฝั่งผู้ถือหุ้น CPALL กันใช้ได้ ซึ่งคงมีการ valuate + forecast กันออกมาเยอะหลายรูปแบบจากนี้ โดยเฉพาะ interest expense ที่จะต้องจ่ายกันมากมาย (นึกถึง TRUE สิ) ก็เอานะครับ กู้มาเกือบกว่าแสนล้านเพื่อซื้อหุ้น แล้วปีนึงๆ จ่ายดอกเท่าไหร่ กำไรปีนึงมีแค่ไหน เท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าจะกระทบขนาดไหน บริษัทบอกไม่มีการเพิ่มทุน แล้ว D/E จะทำอย่างไร อันนี้ก็ต้องไปคำนวณ ไปคิดกันดู (รายละเอียดตัวเลขการเงิน NN บันทึกไว้แล้ว)

ส่วนตัวยังเซอร์ไพรส์กับดีลนี้มาก ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเลย นี่ถ้าเจ้าสัวธนินทร์อยากจะทวงคืนกิจการค้าปลีกเบ็ดเสร็จนี่ ก็ต้องไปซื้อคืน Tesco Lotus กับ Sunny Supermarket (อันหลังเจ๊งไปแล้ว) ถึงจะครบโมเดลค้าปลีกซีพีในยุคก่อนปี 2540 นะเนี่ย

ว่าไปนั่น


3 comments:

khajochi said...

อ่านแล้วสรุปดีฮะ ไม่ยาว พอดีๆ ลุงน่าจะเปิดเว็บเขียนข่าวธุรกิจไปเลยนะฮะ หรือเน้นแบบแปลรูปง่าย อ่านง่ายแบบ FB Page ไรงี้

vivitawin said...

คือที่ ไม่ทวงคืนโลตัส อาจเปนเพราะไม่ได้ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์อยู่ก็ได้ lol

PON said...

ถ้าพูดกันตรงๆ ผมก็กลัวซ้ำรอย โลตัสเหมือนกันครับ ตอนนี้เห็น CPALL ร่วง 7 เปอร์เลย