2013/07/01

Price-to-Sales Ratio

นอกเหนือจากอัตราส่วน P/E (Price-to-Earning Ratio) กับ P/BV (Price-to-Book Value Ratio) ที่เป็นอัตราส่วนในการประเมินราคาหุ้นแบบคร่าวๆ ที่นิยมใช้กัน ยังมีอีกอัตราส่วนหนึ่งในการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์แบบคร่าวๆ นั่นคือการหาอัตราส่วน ราคาหุ้นต่อรายได้ต่อหุ้น ของบริษัท ตัวย่อคือ Price-to-Sales Ratio หรือ P/S

อีกวิธีที่ทำให้คำนวนค่า P/S ได้เร็วคือ เอามูลค่ากิจการตั้ง (Market Capitalization) หารด้วยรายได้ย้อนหลัง 4 ไตรมาส (Total Revenue) จึงเรียกอีกชื่อว่า Market Cap-to-Revenue Ratio

กรณีไหนควรใช้ P/S ? ทฤษฎีการเงินบอกว่าเมื่อเราสนใจความสามารถในการสร้าง Earning ของกิจการ เทียบกับราคาหุ้น หากแต่บริษัทนั้นยังขาดทุน หรือเป็นบริษัทแนวใหม่ยังไม่ชัดเจนเรื่องกำไร ซึ่งหาค่า P/E ไม่ได้ อีกทั้งบริษัทเหล่านี้มักไม่ค่อย Tangible Assets ให้เล่น P/BV เมื่อนั้น P/S จะเข้ามาช่วยประเมินกิจการได้

ทฤษฎีบอกว่าค่า P/S ควรแกว่งอยู่บริเวณ 1.0 หากตลาดอยู่ภาวะบวก ราคาก็ควรพรีเมี่ยมจากรายได้เล็กน้อยทำให้ P/S มากกว่า 1 นิดหน่อย แต่ถ้าตลาดเป็นภาวะลบค่า P/S ก็อาจต่ำกว่า 1 เพราะเชื่อว่ายอดขายน่าจะปรับตัวลง
  • ข้อดีของ P/S - ช่วยให้ประเมินมูลค่ากิจการที่ขาดทุนได้ และช่วยตรวจสอบความถูก-แพงของหุ้น growth ที่เน้นมองรายได้เป็นหลัก
  • ข้อเสียของ P/S - เหมือนอัตราส่วนอื่นคือเป็นการมองอดีต แต่แก้ไขโดยใส่ growth factor เข้าไปได้ และไม่มีการคำนวณส่วนหนี้สินเลย (P/E ยังมีบรรทัดหักดอกเบี้ยจ่ายก่อนมากระทบ) กรณีเป็นบริษัทที่ Debt Load เว่อร์ๆ ก็ต้องระวัง
P/S ของหุ้นบางตัวใน SET50 ข้อมูล ณ สิ้นปี 2555 (เอาข้อมูลเก่า เพราะหาง่าย แถมไม่ชี้นำ หุๆ)


ก็จะเห็นว่าเมื่อตอนนั้น หุ้นหลายตัว P/S ต่ำกว่า 1 ด้วยซ้ำ และลักษณะ P/S ก็อาจอิงกลับกลุ่มอุตสาหกรรมของบริษัทนั้นด้วย ฉะนั้น P/S สูงหรือต่ำกว่า 1 คงเป็นหลักแกนคร่าวๆ แต่ถึงเวลาจริงก็อยู่ที่ลักษณะหุ้นตัวนั้นด้วย

ของแถม - P/S หุ้นบางตัวในตลาดที่สูงเว่อร์ ต่ำเว่อร์ ข้อมูล ณ สิ้นปี 2555


อย่างน้อยที่พบก็ช่วยเตือนได้ว่าหุ้นบางตัวแม้แห่กันมาเล่นจนน่าสนใจ แต่วัดในเชิงคุณค่าแล้วแพงม๊ากกก ครับ


No comments: