2013/12/19

Japan Trip 2013 #8 - Shinsaibashi & Dōtonbori

แล้วก็มาถึงสถานที่มวลมหานิยมของผู้มาเที่ยวโอซาก้า นั่นคือย่าน Shinsaibashi ซึ่งเป็นโซนช้อปปิ้งที่มีร้านรวงและห้างสรรพสินค้า (ทัวร์ไทยนิยมปล่อยลูกทัวร์อิสระที่นี่)

รอบนี้สตาร์ทจากสถานี Shin-Osaka เริ่มด้วยร้าน 551 Horai เป็นซาลาเปาทำสดในร้านที่เคลมว่าขายดีมากและต้นกำเนิดจากโอซาก้า จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้นนะ ไส้หมูสับซุปแอบเลี่ยนด้วย ส่วนขนมจีบเลี่ยนมาก ร้านนี้มีสาขาอยู่ทั่วโอซาก้า

 

จาก Shin-Osaka (M13) นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดง (Marunouchi) มาลง M19 สถานี Shinbashi ขึ้นมาฝั่งถนนก็จะเจอ ...


(มาเป็นแพค 3 เลย โหดจริง)

Shinsaibashi เป็นถนนสายช้อปปิ้ง สองฝั่งมีแต่ห้างกับร้านค้า มีร้านเค้ก ร้านกาแฟ สลับอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่หนักทางช้อปปิ้ง

ร้าน 100 เยนขวัญทัวร์ไทย

ถ้าจะหาซื้อ KitKat เวอร์ชันคันไซ ที่นี่มีร้านที่เรียกว่าเพื่อการนี้เลย

 

KitKat เวอร์ชันคันไซจะมี 3 รส คือชาเขียวแบบคันไซ, รสชาจีน และรสชินนาม่อน

 

เดินออกมาจากถนนคนเดิน ข้ามถนนใหญ่มาอีกฝั่ง เราก็จะพบกับศาสนสถานใหญ่แห่งสาวกผลไม้

 

ที่นี่คือ Apple Store สาขา Shinsaibashi ชั้นบนเป็น Genius Bar ด้วย สาวกสามารถมาร่วมแสดงศรัทธาได้

เนื่องจากมีรายการฝากให้ดูของ เลยต้องหาร้านสามัญในการช้อปของไทย นั่นคือ Issey Miyake ที่ Osaka มีอยู่แค่สาขาเดียวในย่านนี้เช่นกัน ฝั่งเดียวกับ Apple Store เป็นร้าน Elttob Tep ไม่ใช่ร้าน BaoBao เลยไม่เน้นกระเป๋ามาก มีไม่กี่แบบแถมมีแต่แบบเพลนๆ ด้วย (เขาว่างั้น)

 


... ก็ข้ามไป ...

เดินดูไปเรื่อยก็มาเจอศาลเจ้า 難波神社 มีจัดงานพอดี ร้านค้าเยอะ

 

การแสดงเต้นรำ



จากฮิโรชิม่า มา โอซาก้า ก็ยังไม่พ้นเจอร้านขายหอยนางรมปิ้ง อันนี้มาออกร้านในงานด้วย

 


3 ตัว 800 เยน (ถ้าจำไม่ผิด) โดนกันไป แต่สดมาก ...

แวะทานมื้อกลางวันที่ชั้นบนห้าง Daimaru บรรยากาศหรูเว่อร์ดี ลิฟต์มีเจ้าหน้าที่กดชั้นให้ด้วย

 

เลือกร้านมั่วๆ เป็นร้านขายอาหารญี่ปุ่นแบบเซต จานนี้เป็นเซต Kushikatsu

 

เดินดูนั่นนี่ ก็ข้ามมาฝั่ง Dotonbori ระยะทางเดินก็ดุเดือดอยู่ ถ้าขี้เกียจก็นั่งรถไฟใต้ดินจาก M19 มาลงสถานี Namba M20 ได้ แล้วจะพบว่ากว่าจะเดินขึ้นลงก็ไม่ต่างกัน ฮาา (สรุปว่าเดินเอาเถอะ)

เจอป้ายกูลิโกะ แปลว่าถึงแบ้ว ...

คลอง Dotonbori คั่นสองฝั่งคือ Shinsaibashi และฝั่ง Namba โดยตำแหน่งถ่ายรูปสามัญซึ่งมีป้ายกูลิโกะนี้คือสะพาน Ebisubashi

ฝั่ง Shinsaibashi
ฝั่ง Namba

ใกล้กันยังมีจุดลงเรือ ชิลชมคลองสองฝั่งด้วย (เสียเงิน) แต่ไม่ได้ถึงกับแนะนำอะไรขนาดนั้น

ชิงช้าสวรรค์ร้าน Don Quijote

ถนนคนเดินเส้นนี้ยิ่งเย็น-ค่ำ คนยิ่งเยอะ วันที่ไปเป็นวันเสาร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนล้นหลามมาก ซึ่งเป็นปกติ ไม่มียกเว้นสักช่วงเวลา

ถนนคนเดิน Namba ไกลๆ นั่นเป็นแมวธงชาติไทย




เลี้ยวซ้ายมาทางเส้น Dotonbori ที่นี่เป็นถนนคนเดินเส้นไม่ยาวมาก แต่ซ้ายขวามีแต่ร้านอาหารทั้งนั้น และมีแทบทุก category ให้เลือก หลายร้านหลบซ่อนตัวในตึก หากจะไปก็ต้องเตรียมข้อมูลมาก่อน

เริ่มร้านแรกทาโกยากิ Creo-Ru (くれおーる) เรียกแขกด้วยการทำทาโกยากิโชว์กันหน้าร้าน มีท้อปปิ้งหลายแบบให้เลือก ถ้านั่งในร้านยังโอโคโนมิยากิให้ทานด้วย


จิ้มมั่วๆ เลือกมาสักหน้า ปรากฏว่าผักพี่ท่วมท้นมาก

แป้งอร่อย ไส้แน่น และร้อนลวกปากชิบ ...

มาถึงมื้อเย็นจริงๆ ร้านขวัญใจทัวร์ไทย (แต่ก็ยังจะมากิน) ร้าน Kani Douraku (かに道楽 本店) ซึ่งสังเกตง่ายมากเพราะพี่แกเอาปูตัวใหญ่ขยับก้ามโชว์ บนเส้น Dotonbori มี 3 สาขา แต่ไม่รู้ทำไม มีคนบอกว่าให้มาร้านตรงมุมสะพาน Ebisubashi เพราะเป็นต้นตำรับ ... ไม่มีอะไรจะเสียก็เชื่อเขาไป

 

ถ้าหากต้องการมากิน ควรเผื่อเวลาล่วงหน้า 1 ชั่วโมงอย่างน้อย เพราะอาจเจอคิวต้องรอยาว ของผมโดนไป 40 นาที จะได้กินก็ทุ่มกว่าๆ แถมแจ็คพอตฝนตกอีก

 

ฝนตกก็หาที่หลบฝน มาร้านฝั่งตรงข้ามกัน ... Starbucks -,..-"


เอาเข้าจริง Starbucks ถือเป็นร้านในการเที่ยวญี่ปุ่นที่สามัญและพึ่งพาได้มาก เครื่องดื่มก็แน่ใจว่าจะได้กินแบบไหน ส่วนราคาก็พอๆ กับที่ไทย ขนมก็มีให้เลือกเยอะ ในร้านยังมี Wi-Fi ฟรีด้วย (แต่ต้อง register ก่อน เหมือนมีคนเขียน blog เรื่องนี้แล้ว ลองหาดูเอา)

พูดถึงร้าน Kani Douraku ต่อ ร้านนี้ขายปูเป็นหลัก ... จริงๆ คือไม่มีอย่างอื่นเลย ซึ่งก็มีปูหลายสายพันธุ์ทั้ง Alaska, King Crab ฯลฯ

 

เมนูของร้าน เลือกได้ทั้งแบบเป็นจานและแบบเซต แบบเซตราคาก็พอสมควรเริ่มต้น 4,000 เยน แต่ได้ลองปูที่เอาไปปรุงหลายแบบ

จานแรกเป็นปูย่าง ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ดไทยนี่แหล่มมาก น้ำจิ้มที่นี่ใสๆ เปรี้ยวนิดหน่อย

 

จานต่อมาเป็นซาซิมิปู ให้ขามาแบบดิบๆ พร้อมโชยุ ถือเป็นประสบการณ์เลยทีเดียว เนื้อก็คล้ายปลาดิบนั่นละ

 

จานนี้เป็นกระดองปูนึ่งไฟ ข้างในใส่มันปูมา วิธีทานก็เอาเนื้อปูไปคลุกมันปูกิน บึ๋ย..


อันนี้ซูชิ+มากิ ปู เรียกว่าเอามาทำทุกอย่างเลย

 

ยังมีเมนูหม้อชาบู เอาขาปูไปลวกทานด้วย ซุปเป็นแบบใส


ยังทีเด็ดปิดท้าย คือพอทานเสร็จ พนักงานจะถามว่ารับข้าวต้มไหม โดยเอาข้าวสวยไปตุ๋นในซุป เนื่องจากชอบสั่งแบบนี้ที่ MK เลยสังเกตวิธีทำของที่ร้าน พบว่าขั้นแรกต้องกวาดของในหม้อออกให้หมด เหลือแค่ซุปเท่านั้น แล้วข้าวสวยใส่ลงไป ตามด้วยต้นหอมซอยและไข่ไก่ ตอนเสิร์ฟมีโรยสาหร่ายให้ดูเก๋ๆ อีก



จริงๆ มีเมนูในเซตเยอะกว่านี้ แต่เอามาลงพอประมาณแล้วกัน เป็นอันจบวันอิ่มอร่อยแสนสุขในย่านการค้าที่โอซาก้าครับ

บล็อกตอนอื่นในชุดเที่ยวญี่ปุ่น



No comments: