2014/02/27

17 เหตุผลที่ LINE จะได้รับความนิยมจนทิ้ง WhatsApp อย่างไม่เห็นฝุ่น

ในขณะที่ทั่วโลกต่างฮือฮากับข่าว Facebook ซื้อกิจการ WhatsApp ด้วยมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 แสนล้านบาท คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เกิดงงว่า (1) ทำไมไม่ซื้อ LINE (2) ยังมีคนใช้ WhatsApp อีกหรือ?

ปัญหาคือแม้คนทั่วโลกจะนิยมใช้ WhatsApp มากเพียงใด แต่ไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลก (ร่วมกับญี่ปุ่นและไต้หวัน) ที่นิยมใช้ LINE เป็นแอพแชทหลักมากกว่า WhatsApp แน่นอนว่าแอพแชทแต่ละตัวย่อมมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้าจะให้หาเหตุผลในการจะบอกว่า "ทำไม LINE จะทิ้ง WhatsApp อย่างไม่เห็นฝุ่น" เรามีคำตอบให้แล้ว


1. กูรูนักการตลาดวางแผนกลยุทธ์สื่อออนไลน์ (ชื่อยาวจัง) ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า LINE เป็นแอพลูกผสมระหว่าง BBM กับ WhatsApp ซึ่งน่าจะถูกใจคนไทยอย่างมาก กล่าวคือ LINE เน้น multi-platform เหมือนกับ WhatsApp ขณะเดียวกันการ add ผู้ใช้งานหากันสามารถทำได้ด้วย LINE ID ไม่จำเป็นต้องให้เบอร์โทรแบบ WhatsApp ซึ่งวิธีนี้คล้ายกับการขอพินบีบีจึงสะดวกใจกว่า เพราะคนไทยนั้นถือสาการให้เบอร์โทรศัพท์คนอื่นอย่างมาก แต่ไม่แคร์เลยหากต้องแจกช่องทางติดต่อแบบอื่น

2. LINE ในช่วงเปิดตัวมีฟีเจอร์เด็ดสร้างความน่าสนใจ หรือที่ภาษานักการตลาดที่พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยเพราะดูไม่คูลเรียกกันว่า Killer Feature นั่นคือการส่ง Sticker หากัน ซึ่งเจ้า Sticker นี้แรกๆ พวกบรรดา Geek ในไทยก็บอกว่ามันเยอะ มันล้น รุงรัง แต่เวลาผ่านไปเราก็พบว่าแอพแชทแทบทุกตัวก็ต้องมีฟีเจอร์ Sticker กันเข้ามาไม่เว้นกระทั่ง Facebook Messenger หรือแม้กระทั่งแอพปาหี่อย่าง WhatsApp Sticker ก็สร้างยอดดาวน์โหลดถล่มทลาย แสดงว่าสติกเกอร์นั้นเป็นของจำเป็น และ LINE อาศัยความเป็น First Mover Advantage นั่นเอง

ระบบสติกเกอร์ของ Facebook Messenger

3. LINE มีฟีเจอร์ Voice Call, VDO Call ช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ได้ ขณะที่ WhatsApp ทำมาก่อน LINE หลายปีกลับไม่ยอมใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามา แม้กระทั่งถูก Facebook ซื้อกิจการก็กลับบอกแค่จะใส่ฟีเจอร์นี้...soon

4. เว็บไซต์ที่เน้นเสนอข่าวด้าน Social Media ยอดนิยมของไทยอย่าง Faceblog เคยรายงานข่าว วัยรุ่นใช้ Facebook กันน้อยลง แน่นอนว่าหลัง WhatsApp ถูก Facebook ซื้อกิจการไป mindset ของ customers จะเหมือนเวลาดูโฆษณาตอนชกมวยว่า WhatsApp เจ้าของเดียวกับ Facebook นั่นยิ่งทำให้ opportunity ของ WhatsApp ยากขึ้นไปอีก

5. ถึงแม้ Sticker LINE จะมีตัวที่ให้โหลดฟรีอยู่เยอะพอสมควร แต่สติกเกอร์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบเสียเงิน แปลว่าต้องมีเงินจ่ายจึงจะได้มาใช้ ซึ่งตรงกับจริตคนไทยที่มีนิสัยซูเนโอะในตัว คือหากมีโอกาสก็ขอให้ได้อวดว่ามีของนั่นนี่ แต่ต้องไม่พูดตรงๆ อารมณ์คล้ายกับผู้หญิงอัพ IG ว่ามากินข้าว แต่ในภาพต้องติดให้เห็นว่ามีกระเป๋ารุ่นใหม่ที่เพิ่งซื้อมา หรือการถ่าย Selfie หน้ากระจก เพื่อโชว์ให้เห็นว่าดูสิ นี่ฉันใช้ iPhone 5s สีทอง นะแบบนี้เป็นต้น

6. ระบบ Sticker LINE มีความไม่สมบูรณ์ในตัว เช่น Sticker แต่ละประเทศยังมีไม่เหมือนกันทำให้ผู้ใช้มีความสนุกกับการ VPN ไปโหลดมา อีกทั้งการซื้อสติกเกอร์ LINE ที่เหมือนไม่ยุ่งยากแต่ไม่รู้ทำไมสำหรับคนไทยมันยุ่งยาก ไม่อยากทำเอง เกิดความไม่เท่าเทียมและปัญหาระบบจ่ายเงิน ทำให้เกิดตลาดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา เช่นขายสติกเกอร์ LINE แท้ กลไกเหล่านี้ก็จะเสริมให้ตลาดของ LINE ในประเทศแข็งแกร่งขึ้นนั่นเองและยากที่คนจะยอมให้แอพอื่นเข้ามาแทนที่ ซึ่ง WhatsApp ที่ไม่มีจุดขายแบบนี้เลยจะลำบากมาก

ตัวอย่างร้านขายสติกเกอร์+ธีม LINE แห่งหนึ่งใน Facebook

7. เครือข่ายมือถือที่มีกระแสคนกำลังย้ายเบอร์ไปใช้กันมากอย่างดีแทคและทรูมูฟเอช ต่างมีแพคเกจเสริมเกี่ยวกับ LINE โดยเฉพาะอย่าง แพคเกจ LINE ไม่อั้นของทรูมูฟ หรือโปรโซเชียลไม่จำกัดของดีแทค ขณะที่ AIS กลับมีแค่แพคเกจ WeChat หรือ WhatsApp เท่านั้น กระแสย้ายค่ายมือถือจึงช่วยย้ำว่า LINE เป็น key factor ของการเลือกค่ายมือถือในตอนนี้

8. Geek ในไทยหลายคนรังเกียจ LINE โดยอ้างว่าแอพนี้กินทรัพยากรของมือถือมากเกินไป ข้อความไม่เข้ารหัส push ช้า ฯลฯ ซึ่งนี่ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ของวงการ geek ที่นิยมสเปกดูข้อมูลเชิงเทคนิคเปรียบเทียบ เพราะสิ่งสำคัญสูงสุดของ mass consumer คือสร้างประสบการณ์ในการใช้งาน ซึ่ง LINE ทำได้ดีกว่ามากในจุดนี้ อีกทั้งหาก LINE กินทรัพยากรสูงจริง นั่นเท่ากับปิดโอกาสให้แอพตัวอื่นเข้ามาแทรกพื้นที่ เพราะเปิด LINE แอพนี้ก็มากเพียงพอแล้ว

9. LINE กลายเป็นแอพมาตรฐานในการสื่อสารของคนไทย แม้กระทั่งการเสนอข่าวผ่านสื่อหลักยังระบุว่า "มีข้อความส่งต่อกันใน LINE..." ซึ่งเราไม่เคยได้ยินว่าส่งต่อกันทาง WhatsApp หน่วยงานราชการปัจจุบันก็นิยมสั่งงานกันทาง LINE เพื่อความคล่องตัวมากขึ้น เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ใช้ LINE ในการรายงานอาชญากรรม

10. ซีรี่ส์ยอดนิยมในกลุ่มวัยรุ่นไทยเมื่อปีก่อน อย่างฮอร์โมนเดอะซีรี่ส์ ตัวละครในเรื่องต่างใช้ LINE เป็นแอพหลักในการสนทนาหากัน แม้ว่า WeChat จะซื้อโฆษณาช่วงพักละครก็ตาม เช่นเดียวกับซีรี่ส์เกาหลีเรทติ้งสูงอย่าง You Who Came From the Stars ที่แม้เป็นซีรี่ส์เกาหลี และคนเกาหลีนิยมใช้ KakaoTalk แต่ตัวละครในเรื่องก็เลือกใช้ LINE เป็นแอพในการสนทนาหากันเพียงแพลตฟอร์มเดียว

แม้แต่ซีรี่ส์เกาหลีก็เลือกใช้ LINE

11. LINE มีฟีเจอร์สำคัญที่นำมาจาก BBM นั่นคือการแสดงผลว่า Read หรือปลายทางเปิดอ่านข้อความแล้ว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญมากเพราะช่วยทำให้แอพแชทเป็น 2-way communication มากขึ้น ดังเห็นได้จากหลายฉากในซีรี่ส์ You Who Came From the Stars ที่ชอนซงอีแสดงอาการว้าวุ่นเมื่อส่งข้อความหาโทมินจุนแล้วเขาไม่เปิดอ่านเสียที ซึ่งแม้ WhatsApp จะสับขาหลอกด้วยการแสดงเครื่องหมายถูก 2 ครั้งจนหลายเข้าใจว่ามันคือ Read แต่เอาเข้าจริง WhatsApp ไม่มีฟีเจอร์นี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกผิดหวังนั่นเอง

12. LINE มีระบบให้เราติดตามศิลปิน ดารา เซเลบ ตลอดจนแบรนด์สินค้าต่างๆ ซึ่ง WhatsApp ไม่มี

13. LINE มีแอพให้ใช้งานบนพีซีและแมคเป็นคู่ขนาน ซึ่ง WhatsApp ปฏิเสธที่จะทำ โดยมองว่าต้องการเป็น Pure Mobile แต่ความจริงแล้วผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยก็ยังอยากอยู่กับระบบที่ตนคุ้นเคย input คีย์บอร์ด หน้าจอใหญ่ multitask เหมือนสมัย ICQ หรือ MSN ซึ่ง LINE ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีกว่า


14. LINE สับขาหลอกแอพตัวอื่นว่าที่ดังได้ทุกวันนี้ เพราะพี่มี Sticker Marketing ควบคู่ไปกับการทำโฆษณาทีวี ซึ่งความจริงหากสองสิ่งนี้เป็น key success factor จริง WeChat ก็ควรได้รับความนิยมมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ และเป็นไปได้ว่าในอนาคตเมื่อ WhatsApp ทำสติกเกอร์จริง ก็อาจหลงไปผิดทิศทางแบบเดียวกับ WeChat

15. LINE เน้นการเติบโตแบบ Horizontal มีแอพในเครือที่หลากหลาย พยายามทำทุกอย่างทั้งเกม, Marketplace, แอพถ่ายภาพ ไปจนถึงการขายสินค้าที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ แนวคิดนี้ทำให้ปีกของ LINE สยายไปในหลายหมวดธุรกิจ เป็นการกระจายความเสี่ยงซึ่งดีกว่า WhatsApp ที่มีแค่แอพเดียว อันเดียว

Universe ของ LINE ที่ไปไกลกว่าแค่แอพแชทตัวหนึ่ง

16. ในอดีตคนหนีจาก Hi5 มาใช้ Facebook ด้วยปัจจัยหลักคือมันมีเกมให้เล่น คนไทยนิยมเล่นเกมมากแค่ไหนขอให้สังเกตว่าหน้าแรกเว็บ Sanook และ Kapook ทุกวันนี้ยังต้องมีลิงก์เกม Flash ให้เล่น ซึ่ง LINE ก็เข้าใจจุดนี้ดีและสรรหาเกมที่หลากหลายมาดึงดูดผู้ใช้งาน แถมหลายเกมของ LINE ก็สามารถโกงหรือใช้เงินอัดซื้อไอเท็มได้ ถูกใจจริตผู้ใช้งานที่มีนิสัยซูเนโอะแบบที่อธิบายในข้อ 5.

เล่นเกมแล้วยังได้ชิงรถยนต์อีก ถูกใจคนไทยมาก

17. สุดท้ายการแข่งขันในตลาดแอพแชทมีลักษณะแบบ Winner takes all คนในสังคมจะเลือกใช้แอพแชทเพียง 1 ตัว คนๆ หนึ่งในฐานะปัจเจกบุคคลหรือ Geek ผู้รอบรู้สเปกทางเทคนิคซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่ผู้ตัดสินเลือกแอพแชทที่เหมาะสม หากแต่คนอื่นในสังคมระบอบพวกมากลากไปจะเป็นผู้ตัดสินว่าเราจะใช้แอพแชทไหนสำหรับประเทศ และตอนนี้ LINE ก็เป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้าหากคิดว่าแอพแชทอื่นมีคุณสมบัติที่ดีกว่า เหมาะสมกว่าถึงเวลาปฏิรูปแล้วก็ต้องพยายามกันต่อไป ในอดีตคนไทยใช้ Hi5 ยี้ Facebook แต่เวลาผ่านไปการเปลี่ยนแปลงอะไรก็เกิดขึ้นได้

... แอพแชทก็เช่นกัน ...

** บทความนี้มีการวิเคราะห์แบบมีสาระผสมไร้สาระค่อนข้างมาก โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน **


4 comments:

Chalermpol Punjatep said...

18 ถ้าคนใช้ตัวอื่นจะย้ายมาใช้ Line ทำได้โดยไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่คนใช้ Line จะย้ายไปใช้ตัวอื่น จะทำใจลำบาก เพราะเสียดายสติ๊กเกอร์ที่ซื้อมา....

kangg said...

ภาพกว้างของ LINE จากที่ผมคิด ผมว่า LINE ไม่ได้มองที่ WhatsApp ครับ แต่เล็งไปที่ Facebook
เพราะปัจจุบัน LINE มีแทบทุกสิ่งที่ FB มี เช่นระบบ Timeline ของยูสเซอร์ , มีแชท, เพียงแต่ยังอยู่ในขอบเขตของแอปบนอุปกรณ์พกพาเป็นหลัก


ถ้า LINE ขยายฐานสิ่งต่าง ๆ ที่มีไปบนหน้าเว็บ เช่นการเปิด line.com/user สามารถเข้าไปดูได้จากเบราเซอร์ ไม่ยึดติดกับตัวแอป จนถึงเพิ่มหน้าเพจสำหรับแบรนด์ให้ผู้ใช้สร้างเองได้ แล้วก็ใช้จุดเด่นเรื่องสติ๊กเกอร์ จะกลายเป็น LINE ที่เป็น Social ของมวลมหาประชาชนมากขึ้นไปอีกระดับ เพียงแค่ LINE ทำระบบวัดคนเข้าเพจ ระบบสถิติของเพจ ให้ดีสำหรับบรรดานักการตลาด เท่านี้ก็น่าจะสู้กับ Facebook ได้แล้วในช่วงแรก


ผมว่าถ้า LINE กลายเป็นแบบนั้น Facebook ก็ต้องหันมามอง LINE แบบตาไม่กระพริบเช่นกัน

Pivaradsda Mhey said...

ฮา พฤติกรรมซูเนโอะ










Beskung said...

ส่วนตัวผมชอบ LINE เพราะความเรียบง่าย