2014/08/22

XO - บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด

XO เป็นหุ้นใหม่ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หมวด mai วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมนี้ มาดูข้อมูลสรุปจากไฟลิ่งที่บริษัทยื่นไว้ดูครับ ลักษณะของบริษัทมีความเฉพาะตัวอยู่พอสมควร


เอ็กโซติคฟู้ดเป็นบริษัทผลิต "เครื่องปรุงรสอาหารไทย" โดยมีสินค้าตั้งแต่ ซอส กะทิ เครื่องแกง น้ำมะพร้าว อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน อาหารกระป๋อง เส้นก๋วยเตี๋ยว โดยมีแบรนด์หลักคือ Exotic Food และมีแบรนด์อื่น Thai Pride, Flying Goose, Coco Loto รวมทั้งรับ OEM ด้วย

สินค้าอาจจะดูธรรมดาใกล้ตัว แต่เหตุผลที่เราไม่คุ้นแบรนด์ เพราะเอ็กโซติคฟู้ดมีรายได้มากกว่า 99% จากการขายตลาดในต่างประเทศ โดยมากกว่า 75% มากจากประเทศในยุโรป ส่วนอเมริกาประมาณ 7% ที่เหลือเป็นทวีปอื่น

เอ็กโซติคฟู้ดอธิบายว่าบริษัทมีสินค้าเครื่องปรุงที่เกี่ยวข้องกับอาหารไทยค่อนข้างครบกระบวนการทำอาหาร (ดูภาพด้านล่างประกอบ) ต่างจากคู่แข่งที่มักโฟกัสทำแค่ไม่กี่อย่าง ซึ่งทำให้เวลาสินค้าอยู่บนเชลฟ์จะค่อนข้างดูครบถ้วนเสริมภาพแบรนด์ให้ชัดเจนว่ามีทุกอย่าง


อย่างไรก็ตามรายได้หลักของเอ็กโซติคฟู้ดมากกว่า 60% มาจากสินค้าประเภทซอสและน้ำจิ้ม และส่วนใหญ่ก็มาจาก น้ำจิ้มไก่ และซอสพริก (ซึ่งในต่างประเทศจะนิยมกันในชื่อ Sriracha sauce) เท่านั้น ส่วนเครื่องแกงเป็นรายได้ประมาณ 14%, เครื่องดื่ม 7-9%, อาหารกึ่งสำเร็จรูป 10% ที่เหลือเป็น อาหารพร้อมทาน RTE

ในสินค้าหลักนั้นมีข้อสังเกตอยู่เหมือนกัน เช่น ซอสพริก มีผู้ประกอบการในประเทศไทยที่ส่งออกอยู่ 10 ราย และเอ็กโซติคฟู้ดมีส่วนแบ่งจากการส่งออกอยู่ราว 9-10% ขณะที่เครื่องแกงมีผู้ส่งออก 15 ราย บริษัทมีส่วนแบ่งราว 2-3% นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันจากผู้ผลิตในต่างประเทศ อาทิ Huy Fong Foods หรือ Lee Kum Kee ที่ทำซอสพริกศรีราชาขายเช่นกัน

เมื่อสินค้าหลักเป็นซอส ต้นทุน Raw Material ส่วนใหญ่จึงเป็นวัตถุดิบการเกษตรที่นำมาผลิตซอสและเครื่องแกง (46%) ส่วนอื่นคือแพคเกจ (32%) ที่เหลือเป็นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูป แล้วเอามาสวมแบรนด์ Exotic Food อีกที ซึ่งในสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบนั้นก็หนักไปที่ พริก และน้ำตาล

ปัจจัยความเสี่ยง
  • อัตราแลกเปลี่ยน - บริษัทซื้อวัตถุดิบส่วนใหญ่ในประเทศจึงมีต้นทุนเป็นบาท แต่รับเงินจากการขายเป็นยูโรและดอลลาร์ บริษัทลดความเสี่ยงโดยการซื้อ Forward ซึ่งก็รับรู้ได้ล่วงหน้าเพราะผลิตสินค้าตามออร์เดอร์
  • วัตถุดิบเกษตร - ใช้วิธีทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และกระจายผู้ผลิต
  • มาตรการทางการค้า - เนื่องจากบริษัทค้าขายกับประเทศในยุโรปเป็นหลัก
  • การพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ - บริษัทไม่มีสำนักงานในต่างประเทศ ใช้วิธีจำหน่ายสินค้าผ่านผู้จัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ โดยมีอยู่สองรายที่คิดเป็นยอดขายถึง 40% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตามวิธีขายของบริษัทเป็นการขายขาด
  • ตระกูลจันทรัช จะถือหุ้นหลังเพิ่มทุน 66.76% ทำให้ยังมีอำนาจควบคุมสูง
ตัวเลขการเงิน
  • สินทรัพย์รวม 319 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดินและเครื่องจักร (29%)
  • โรงงานมีแห่งเดียวอยู่ที่แหลมฉบัง โดยใช้วิธีเช่า ส่วนที่ดินที่อมตะซิตี้ ระยอง ซื้อไว้เพื่อรอสร้างโรงงานใหม่
  • บริษัทมีเงินสดเยอะ 93.21 ล้านบาท (29%)
  • หนี้สินส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้า ขณะที่เงินกู้ยืมสถาบันการเงินมีอยู่ 12.51 ล้านบาท จึงมีภาระดอกเบี้ยน้อย
  • อัตรากำไรขั้นต้นในปี 57 ค่อนข้างดีอยู่ราว 34% ก่อนหน้าอยู่ราว 20-24%
  • บริษัทมี Cash Cycle ติดลบมาโดยตลอด เนื่องจากเก็บหนี้ได้เร็ว ขณะที่จ่ายหนี้ได้ช้า
  • ระยะเวลาขายสินค้าไม่เกิน 3-4 วัน เนื่องจากผลิตตามออร์เดอร์
  • นโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
การเสนอขายไอพีโอ
  • เพิ่มทุน 70 ล้านหุ้น คิดเป็น 20%
  • ราคาเสนอขายหุ้นละ 2.20 บาท PE ย้อนหลัง 14.54 เท่า (SAUCE 21.40 เท่า)
  • มีหุ้นกลุ่มผู้มีส่วนร่วมบริหารซึ่งไม่เจอ Silent Period 12.64% แต่มีการนำไป Lock-Up ไม่ขายเป็นเวลา 3 เดือนอยู่ 11.76%
  • เงินที่ได้จากการเพิ่มทุน 154 ล้านบาท จะนำไปใช้สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ระยอง รวมทั้งซื้อเครื่องจักร และชำระหนี้สถาบันการเงิน
  • ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ส่วนฟินันเซีย ไซรัส เป็นอันเดอร์ไรท์
การลงทุนมีความเสี่ยง กรุณาศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจครับ

ของแถม เป็นคลิปโปรโมตการทำอาหารโดยใช้เครื่องปรุงของ XO ก็เป็นการตลาดออนไลน์อย่างหนึ่งครับ




No comments: