2015/05/25

ทีวีดิจิตอล Q1/58 - quick comment

สถานการณ์ทีวีดิจิตอลหลังรายงานผลประกอบการ Q1/58 กันออกมา ผมสังเกตว่ามันเริ่มส่งสัญญาณดุเดือดท้าทายมากกว่าที่คิด และเกมเผาเงินรอบนี้อาจจะมีคนหมอบเร็วจริงๆ เพราะแค่บริษัทในตลาดหุ้นเรายังเห็นอะไรแปลกๆ ก็เลยมาบันทึกดู


อันนี้ดูเฉพาะพวกที่อยู่ในตลาดหุ้นและบริษัทที่เกี่ยวข้องนะครับ

WORK

ช่องเวิร์คพอยต์ตอนนี้อยู่ในสถานะเรทติ้งอันดับ 3 ในภาพรวม (บางช่วงเวลาไม่ใช่) แต่ก็ยังห่างจากอันดับ 1-2 มาก ปัญหาของช่องเวิร์คพอยต์ตอนนี้คือการมีรายการใหม่เยอะมาก ตรงนี้ช่วยให้ช่องมีเรทติ้งที่ดี แต่ผู้บริหารช่องคู่แข่งบอกว่าทำให้เวิร์คพอยต์มีต้นทุนในการทำเรทติ้งสูงเกินไป

เรื่องนี้เริ่มชัดขึ้นเมื่อช่องเวิร์คพอยต์ยกเลิกการฉายละครเกาหลีตอน 5 ทุ่ม เปลี่ยนมาฉายรายการรีรันแทน ถือว่าเริ่มมีกิจกรรมแนวลดต้นทุนแล้ว


รายได้หลักของ WORK มาจากทีวี ตัวเลขในงบ Q1/58 มีสิ่งน่าสนใจคือภาพรวมรายได้เพิ่ม 18% yoy (ปีก่อนยังไม่เริ่มออกอากาศช่องทีวีดิจิตอลนะ) แถมในรายได้ 385 ล้านบาทนั้นมาจากชิงร้อยชิงล้าน ซึ่งออกอากาศช่อง 3 เพียงรายการเดียว 90 ล้าน แปลว่ารายได้โฆษณาช่องทีวีดิจิตอล 233 ล้านบาท นั้นยังน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับ Airtime ทั้งหมด

เพื่อให้เห็นภาพ รายได้ของ MCOT เจ้าของช่องโมเดิร์นไนน์ ซึ่งมีเรทติ้งอันดับ 3 ปีก่อนช่วงเดียวกัน วัดรายได้จากโทรทัศน์อยู่ที่ 618 ล้านบาทครับ จึงไม่แน่ใจว่าเรทติ้งช่องที่ว่าดี โฆษณาที่ปรับราคาขึ้นได้ แต่รวมแล้วโฆษณาไม่ย้ายกันมาคือเรื่องที่เป็นปกติ หรือไม่ปกติกันแน่?

RS

รายได้ 70% ของ RS ตอนนี้มาจากธุรกิจสื่อ ซึ่งประกอบด้วยทีวีดิจิตอลช่อง 8 และอีกหลายช่องบนทีวีดาวเทียม ด้วยตัวเลขเรทติ้งในกลุ่มอันดับต้นๆ คือ 3-6 และแนวทางของช่องที่ชัดเจน RS น่าจะคุมค่าโฆษณาได้ดี แต่รายงานของบทวิเคราะห์ CNS Nomura กลับมีบรรทัดที่น่าสนใจคือ


กล่าวคือ RS ลองขึ้นโฆษณาแบบก้าวกระโดด แต่กลายเป็นผลลบเพราะมีโฆษณาเข้ามาน้อยลงทันที นั่นแปลว่าในมุมผู้ซื้อโฆษณา พวกเขาก็อยากซื้อโฆษณาช่องทีวีดิจิตอลที่เรทติ้งสูง แต่ยังไม่พร้อมสู้กับราคาที่สถานีต้องการ ... ณ ตอนนี้

ในขณะที่รายได้ไม่โตก้าวกระโดดแบบคาดหวัง RS นั้นยังดีกว่า WORK ที่บริษัทควบคุมต้นทุนการผลิตดีกว่า รายการรีรันต่อวันสูงกว่า

MONO

หุ้น MONO อาจจะต้องเข้าใจภาพให้ชัดเจนก่อนว่ารายได้มากกว่าครึ่งของบริษัทยังมาจากธุรกิจดั้งเดิมคือคอนเทนต์โทรศัพท์มือถือ ส่วนธุรกิจช่องทีวีดิจิตอล (บริษัทเรียกรวมว่ารายได้จากโฆษณา) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตอนนี้มีรายได้คิดเป็น 30% และน่าจะเติบโตได้สูงแซงธุรกิจเดิม

ช่อง MONO29 ถือเป็นช่องที่มีฐานคนดูแฟนประจำที่ดีด้วยแนวทางช่องที่แตกต่าง ไม่เหมือนกลุ่มช่องเรทติ้งบนที่ยังต้องวัดพลังจากคอนเทนต์อยู่ อย่างไรก็ตาม MONO29 มีความเสี่ยงจากการที่ต้องซื้อคอนเทนต์มาฉายเป็นหลัก ข้อมูลจากผู้บริหารช่อง 3 SD เคยบอกว่า ราคาคอนเทนต์ตอนนี้แย่งซื้อในราคาที่สูงมาก สูงจนเริ่มไม่คุ้มที่จะซื้อมาฉายเพราะค่าโฆษณาที่ได้ไม่ทันกัน

ช่อง MONO29 พยายามแก้ปัญหานี้โดยเพิ่มคอนเทนต์ภาษาไทยให้มากขึ้น แต่นั่นน่าจะเป็นความท้าทายยิ่งกว่า เพราะเสียคาแรกเตอร์ของช่องไปในทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า MONO29 น่าจะล็อกคอนเทนต์ต่างประเทศไว้ในมืออยู่พอสมควร และฉายอีกนาน ถ้าไม่หมดมือกันไปก่อนครับ

GRAMMY

การมีหลายช่องในมือน่าจะเป็นปัญหาระยะสั้น และดูจะไม่ดีขึ้นง่ายๆ แกรมมี่เองก็ติดปัญหานี้ ช่องวันอาจมีเรทติ้งสูงดี แต่แกรมมี่มีหุ้นเพียง 50% ในช่อง ขณะที่ช่องซึ่งมีหุ้น 100% จาก GMM25 กลับไม่ใช่ช่องเรทติ้งสูง (เรทติ้งอยู่กลุ่มกลางๆ ประมาณอันดับ 10 บวกลบ)

การมองรายได้ของแกรมมี่อย่างช่อง GMM25 อาจต้องกลับหัวคิดหน่อย พี่ฉอดผู้บริหารสถานีเคยให้สัมภาษณ์ว่า ช่องมีคนดูชัดเจน มีรายการที่คนติดอย่าง Club Friday แต่ไม่ได้ดูสดตอนออกอากาศ ไปเน้นหนักตอนดูย้อนหลัง ฉะนั้นบริษัทต้องมีแนวทางหารายได้จากการดูย้อนหลัง และการไทด์อินสินค้าเข้าไปด้วย

ช่องอื่น

  • BEC - ช่องสามยอมรับว่า 3SD และ 3Family ยังขาดทุนสูง ช่องสามยังได้เปรียบหลายช่องตรงสายป่านยาว ลุยได้อีกเยอะ อย่างไรก็ตาม 3SD ช่วยสะท้อนว่าเมื่อช่อง 3 ต้องลงมาลุยคอนเทนต์เอง นับหนึ่งใหม่เอง ช่อง3 ไม่มีข้อได้เปรียบไปกว่าช่องอื่นเท่าใดเลย ตรงนี้ทำให้เห็นว่าช่อง 7 ที่เลือกประมูลทำต่อแค่ช่องเดียวเป็นการคิดที่ถูกต้องมากๆ
  • AMARIN - งงจริงๆ ว่าช่องจะต่อสู้ในศึกนี้อย่างไร โซนบนยังดูงงๆ ช่องอมรินทร์ที่อยู่โซนล่างนี่น่าจะหนักมาก
  • PPTV - กลยุทธ์ (เพิ่ง) ซื้อเลขช่องบนกล่องดาวเทียมช่วยได้อย่างมาก แม้ PPTV ไม่อยู่ในตลาดหุ้น แต่การมีผู้สนับสนุนหลักช่องอย่าง BDMS กับ BA ที่เป็นเจ้าของเดียวกัน ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นสองบริษัทนี้ควรสังเกตดูกิจกรรมบริษัทด้วย
  • NMG / NBC - ถ้าเนชั่นทำช่องเนชั่นช่องเดียวก็น่าจะดีกว่านี้ (มีรายได้ คุมต้นทุนได้ มีคนดูประจำ) ปัญหาคือบริษัทดันมีช่อง NOW26 ที่เรทติ้งน้อยมากขณะที่ต้นทุนน่าจะสูงกว่า ตั้งไลเซนส์และคอนเทนต์ ก็งงๆ กันไป



No comments: