2015/07/03

Startup ต่างจาก SME อย่างไร?

วันก่อนมิตรสหายท่านหนึ่งเอาแมกาซีนมาให้อ่าน จั่วหัวว่าเป็นเรื่องราวของบรรดาผู้ประกอบการ Startup ก็พอคาดหวังเนื้อหาว่าจะได้อ่านอะไร แต่สิ่งที่พบทำให้ถึงกับอึ้ง!

  • เด็กอายุ 25 ที่เปิดอู่ซ่อมรถรายได้เดือนละเป็นล้าน
  • แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา
  • นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ประดิษฐ์งานไม้ขายใน eBay

ประเด็นคือผมไม่ได้มีปัญหากับเนื้อหาเหล่านี้ อ่านแล้วก็ได้ความคิดใหม่ๆ แต่รู้สึกว่าเรากำลังเล่นกับคำว่า Startup กันแปลกๆ ราวกับว่าถ้าไม่ได้ใช้คีย์เวิร์ด Startup มันจะทำให้การเป็นผู้ประกอบการดูไม่คูลๆ ไม่เป็นเจนเนอเรชันใหม่ ขืนยัดเยียดให้เรียกว่ากำลังทำ SME นี่ดูเป็นคนอีกเจน เป็นรุ่นเก่าอะไรแบบนั้น กลายเป็นการตลาดของการเล่นคำชวนเชื่อ แต่ไม่ได้ให้ความหมายแท้จริง

Credit: markus spiske

เรื่องนี้มีคนเขียนอยู่หลายทีแล้ว แค่เอามาสรุปบนความเข้าใจตัวเองอีกรอบว่า แบบไหนควรเรียกว่ากำลังทำ Startup แบบไหนเรียกทำ SME

Paul Graham แห่ง Y Combinator ซึ่งถือเป็นศาสดาของ Startup บอกว่า สิ่งที่ Startup แตกต่างจากการเริ่มต้นทำธุรกิจอื่นๆ คือเรื่องของการเติบโตที่รวดเร็วมาก กิจการตั้งใหม่ที่สามารถเติบโตได้แบบเรื่อยๆ นั่นถือเป็น SME แต่ Startup จะมีจังหวัดเติบโตแบบ S-Curve กล่าวคือช่วงแรกอาจไม่โตมากเพราะยังหาโมเดลธุรกิจไม่เจอ แต่พอบทจะโตก็เติบโตแบบพรวดพราด แล้วจากนั้นก็เริ่มโตช้าลง ตามขนาดลูกค้าที่เริ่มอิ่มตัว

Graham บอกว่าลักษณะธุรกิจที่จะโตได้เร็วพรวดพราดจนเข้าข่าย Startup มักมี 2 องค์ประกอบ คือ (1) นำเสนอสิ่งที่ลูกค้าจำนวนมากต้องการ (2) มีวิธีการส่งมอบให้ลูกค้าเหล่านั้นได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ Graham ยกมาคือร้านตัดผม ทุกคนต้องการตัดผม แต่ผู้ประกอบการหนึ่งรายจะไปตัดผมให้ทุกคนได้นั้นไม่ง่าย ขณะเดียวกันธุรกิจบางประเภทอาจมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนส่งมอบได้แน่ แต่จำนวนไม่มากพอก็ไม่เรียกว่า Startup นั่นจึงเป็นสาเหตุว่ากิจการ Startup มักเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพราะมันสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายที่สุด

ความท้าทายของ Startup จึงอยู่ที่ไอเดียและการทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ปัญหาหลายอย่างมีคนรู้ว่ามันไม่ดีพอ เกิดเป็นไอเดียขึ้นมา แต่ทักษะที่ผู้ก่อตั้งต้องมีต่อคือจะทำยังไงกับไอเดียเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้

คำถามต่อมาคือที่ว่าโตเร็วควรเร็วเท่าไหร่? Y Combinator ตั้งเกณฑ์ว่าจะลงทุนกับกิจการ Startup ที่เมื่อเข้าสู่จังหวะเติบโต สามารถโตได้ในระดับ 7% ต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าที่บอกโตคือโตแบบไหน

มีอีกคำตอบที่อธิบายความต่างของ Startup กับ SME ไว้อีกมุมมอง อธิบายโดยผู้จัดการกองทุน VC ชื่อ Balaji Viswanathan

เขาบอกว่า SME คือการทำธุรกิจที่เห็นชัดเจนว่าจะได้เงินอย่างไร และต้องเริ่มมีกำไรเมื่อใด โดยภาพเหล่านี้จะชัดเจนตั้งแต่วันเริ่มต้น สิ่งที่ทำก็สามารถจำกัดความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้มาก ซึ่งก็มาพร้อมกับการเติบโตที่มีขีดจำกัด

ไอเดียที่พอทำให้เห็นภาพคือ เมื่อคุณเริ่มต้นทำ SME คนส่วนใหญ่จะมองภาพเข้าใจว่าคุณทำอะไร มีรายได้ยังไง กำไรยังไง เติบโตยังไง แต่พอทำ Startup คนจะมองแบบไม่เข้าใจ มีคำถามตามมาเต็มไปหมด สงสัย ไม่รู้ว่าดียังไง กำไรอยู่ตรงไหน และนั่นคือความท้าทายของคนที่ทำ Startup

อีกคำอธิบายที่ช่วยแยกคำว่า SME กับ Startup ได้ก็คือพี่อมฤตแห่ง Hubba เคยบอกไว้ว่า การที่แอพจะมีคนมาใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัวนั้น จำนวนพนักงานสามารถใช้คนเท่าเดิมได้ แต่หากคุณจะขายกาแฟเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว เราไม่สามารถใช้จำนวนคนเท่าเดิมได้ สิ่งที่ Startup ไม่เหมือน SME จึงเป็นเรื่องของการ Scale กิจการนั่นเอง



No comments: