2015/11/16

4 หมื่นล้านที่ AIS ประมูลค่าใบอนุญาต 1800MHz ถูกหรือแพง ?

หลังจบการประมูลที่คงเป็นตำนานครั้งหนึ่งในไทย นั่นคือการประมูลใบอนุญาตการให้บริการโทรศัพท์มือถือ คลื่นความถี่ 1800MHz ของกสทช. โดยใช้เวลาแบบข้ามวันข้ามคืน และจบลงที่ ทรูมูฟ และเอไอเอส ชนะใบอนุญาตทั้งสองใบไป ด้วยราคา 39,792 และ 40,986 ล้านบาทตามลำดับ ระยะเวลาใบอนุญาต 18 ปี

ประเด็นที่ถกเถียงกันมาก และพาลเดือดร้อนมาถึงราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร แถมลากดัชนีซ้ำก็คือ ราคาใบอนุญาตที่ประมูลกันรอบนี้แพงเกินไปหรือไม่

การประมูลคลื่น 1800MHz ที่ผ่านมา (เครดิตภาพ)

ถ้าคิดแบบอิงอดีตก็ต้องบอกว่าแพงมาก เพราะการประมูลคลื่น 2100MHz (หรือที่เรียกประมูล 3G) เมื่อสามปีที่แล้ว จบลงที่ใบอนุญาตละประมาณ 14,000 ล้านบาท อายุ 15 ปี (AIS ยอมบิดแพงกว่านิดหน่อย) เทียบกับราคารอบนี้ก็ต้องว่าแพงจริงๆ แต่พอไปดูในรายละเอียดแล้ว ราคานี้อาจยังไม่ถือว่าแพงก็ได้ ... โดยเฉพาะกับ AIS...

ก่อนอื่นมาดูโครงสร้างรายได้-ต้นทุน ของผู้ให้บริการมือถือก่อน

รายได้ของผู้ให้บริการนั้นหลักๆ มีสองส่วน คือรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โทร-เน็ต-โรมมิ่ง-ต่างประเทศ-บริการเสริม) กับรายได้จากการขายอุปกรณ์โทรศัพท์ ซึ่งข้อหลังเราจะไม่พูดถึงเพราะจะขายมือถือหรือไอโฟนมากน้อย ก็ไม่ได้เกี่ยวกับใบอนุญาต-สัมปทานโดยตรง

ทีนี้มาดูต้นทุน เดิมทีผู้ให้บริการมือถือนั้นล้วนอยู่ในระบบสัมปทานกับ CAT และ TOT ซึ่งมีรายละเอียดย่อยต่างกันไป แต่รวมๆ คือผู้ให้บริการจะลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ วางโครงข่ายเอง จากนั้นก็ให้บริการ และเมื่อสิ้นสุดสัมปทานก็โอนอุปกรณ์โครงข่ายให้กับผู้ให้สัมปทาน โดยผู้ให้บริการจะจ่ายค่าธรรมเนียมสัมปทานตามเงื่อนไขสัญญา ซึ่งกรณีของ AIS ที่ทำ TOT นั้นมีกรอบคร่าวๆ คือ รายได้จากลูกค้ารายเดือน จ่ายค่าธรรมเนียม 30% ของรายได้ ส่วนลูกค้าเติมเงินจ่าย 20% ของรายได้

พอมาดูระบบใบอนุญาต ซึ่งจะต่างออกไป เพราะไม่มีคู่สัมปทานแล้ว ผู้ให้บริการประมูลใบอนุญาตและชำระเงินทั้งหมดภายใน 2-3 ปีแรก (แต่การลงบัญชีจะหารเป็นเส้นตรงตามอายุใบอนุญาต) และมีภาระจ่ายส่วนแบ่งอีก 5.25% ของรายได้ กับ กสทช.
  • ระบบสัมปทาน : ต้นทุนคือค่าลงทุนโครงข่าย (ค่าเสื่อมอุปกรณ์) + ส่วนแบ่งคู่สัมปทาน 20-30%
  • ระบบใบอนุญาต : ต้นทุนคือค่าลงทุนโครงข่าย (ค่าเสื่อมอุปกรณ์) + ค่าใบอนุญาต + ส่วนแบ่ง 5.25%
จะเห็นว่าสิ่งที่แตกต่างคือต้นทุนส่วนแบ่ง ในระบบเดิมนั้นต้นทุนส่วนนี้เป็นต้นทุนแปรผัน (ขายได้เยอะ ก็จ่ายเยอะ) และคิดเป็นราว 20% ขณะที่ระบบใบอนุญาต ต้นทุนแปรผันส่วนนี้ลดเหลือ 5.25% แล้วมาแทนที่ด้วยต้นทุนคงที่คือค่าใบอนุญาต

ตามหลักบัญชี 101 ตามภาพด้านล่าง ข้อดีของการที่มีต้นทุนแบบคงที่สูง ก็คือเมื่อขายสินค้าได้เยอะ กำไรก็จะเยอะมากขึ้นกว่าแบบมีต้นทุนแปรผันสูง (แต่อย่าลืม ในทางกลับกัน...)

(Source)

ประเทศไทยเริ่มมีระบบใบอนุญาตแบบเต็มตัวในปี 2556 นี้เอง ลองมาดูผลประกอบการ AIS ในช่วง 10 กว่าปีย้อนหลัง โดยผมตัดมาคิดแค่ส่วนการให้บริการมือถืออย่างเดียว จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2556 ที่เริ่มโอนลูกค้ามาอยู่บนใบอนุญาตนั้น ต้นทุนค่าธรรมเนียมบริษัทก็ลดลงไปมากตาม (และกำไรก็มากขึ้น) นั่นหมายความว่า AIS ยังพอมีพื้นที่สำหรับการใส่ต้นทุนเข้าไปได้อีก อย่างปี 2558 ดูแล้วค่าธรรมเนียมอาจต่ำกว่าหมื่นล้านเป็นปีแรกได้เลย

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของ AIS เฉพาะส่วนให้บริการมือถือ (คลิ้กที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น)

ลองคำนวนต้นทุน AIS จากนี้ดูคร่าวๆ


  • ค่าธรรมเนียม 5.25% ตีรายได้ปีละ 1.2 แสนล้าน อยู่ที่ 6,300 ล้านบาท
  • ใบอนุญาต 2100MHz 15 ปี ตกปีละ 975 ล้านบาท
  • ใบอนุญาต 1800MHz 18 ปี ตกปีละ 2,277 ล้านบาท


ทีนี้อาจสงสัยว่าทำไมต้องยกกรณี AIS ไม่พูดของทรูมูฟ สาเหตุก็คือการที่ธุรกิจมีต้นทุนเปลี่ยนเป็นแบบ Fixed Cost นั้น กำไรจะสูงก็ต่อเมื่อบริษัทมีรายได้ที่สูงมาก ก็คือต้องมีลูกค้าเยอะ ซึ่งด้วยมาร์เกตแชร์มากกว่า 50% ปัจจุบัน นั่นคือ AIS จึงเป็นผู้ประมูลที่สามารถต่อราคาใบอนุญาตได้มากกว่าคนอื่น ขณะที่ทรูมูฟจะคุ้มการลงทุนก็ต้องหาลูกค้าให้มากขึ้นกว่านี้ด้วยเช่นกัน

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมมิตรสหายบางท่านจึงบอกว่า ต่อให้ราคาใบอนุญาตแพงกว่านี้ AIS ก็จ่ายไหว ... เพราะแพงกว่านี้ก็เคยจ่ายมาแล้วครับ

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีเจตนาชี้นำหรือชักชวนในการลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลให้ละเอียดด้วยตนเองอีกครั้งก่อนตัดสินใจครับ


No comments: