2015/12/01

TACC - เมื่อผู้ผลิตกาแฟเซเว่นฯ เข้าตลาดหุ้น

มีคำกล่าวจากมิตรสหายแพทย์ของผู้เขียนหลายท่านว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถอึด อดทน อยู่เวรแบบข้ามวันได้ ไม่ใช่กระทิงแดงหรือใช้ยาอะไร แต่เป็นกาแฟเซเว่นฯ ไม่รู้เพราะอะไร แต่ใครต่อใครก็มักร่ำลือในความเข้มแรงของคาเฟอีน


ตลาดหุ้นช่วงนี้มีหุ้นที่มีธุรกิจน่าสนใจมาเรื่อยๆ คราวนี้มาพบกับบริษัทที่ผลิตกาแฟเซเว่นฯ ซึ่งจะไอพีโอพรุ่งนี้กันดูครับ นั่นคือบริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ตัวย่อ TACC

ประวัติบริษัทฯ และธุรกิจ

  • TACC เริ่มธุรกิจด้วยการผลิตผงสำหรับทำชาเย็น เพื่อผสมใส่ในตู้กดเครื่องดื่มขายที่เซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อปี 2545 และได้ต่อยอดมาเรื่อย ทั้งชาเขียว และกาแฟตู้กดในเวลาต่อมา
  • ปี 2548 บริษัทเริ่มทำแบรนด์จริงจังด้วยการขายชาเขียวยี่ห้อ Zenya ซึ่งปัจจุบันเน้นขายในต่างประเทศเป็นหลัก (ในไทยเคยขาย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้ว)
  • บริษัทยังมีสินค้าอื่นเช่น กาแฟยี่ห้อวีสลิม และชาทรีอินวัน Sa-Was-Dee
  • บริษัทเคยทำธุรกิจด้านอาหาร โดยขายลูกชิ้นหมูปิ้งตราแฮปปี้เชฟขายในเซเว่นฯ แต่ได้จำหน่ายธุรกิจนี้ออกไปในปี 56
บริษัทแบ่งโครงสร้างธุรกิจเป็นสองส่วนคือ
  1. B2B นั่นคือการขายสินค้าเพื่อผสมในตู้กดเครื่องดื่มตามร้านค้า ซึ่งมีลูกค้ารายสำคัญคือเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ปัจจุบันเครื่องดื่มตู้กดแทบทุกชนิดเป็นของ TACC ยกเว้นโอวัลติน
  2. B2C เป็นการขายปลีกสินค้าต่างๆ โดยมีชาเขียวยี่ห้อ Zenya เป็นตัวนำ โดยยอดขาย B2C นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก 


กลยุทธ์และความเสี่ยง


TACC นั้นเป็นบริษัทที่พึ่งพิง CPALL (เซเว่นฯ) ชัดเจนมาก ในงบ 9 เดือน'58 บริษัทฯ ระบุว่ารายได้ถึง 90.07% มาจาก CPALL โดยสินค้าหลักที่ TACC มีสัญญาต้องทำส่งเซเว่นฯ ตลอด คือกาแฟกับชาเย็น นอกจากนี้ยังมีออร์เดอร์ผลิตเครื่องดื่มเฉพาะกาลอีก เช่น ลาเต้, จับเลี้ยง, ชาเขียว, โอเลี้ยง ฯลฯ


สำหรับรายได้ส่วนอื่นคือการทำเครื่องดื่มพร้อมดื่มขายกับลูกค้า คือชาเขียวเซนย่า และกาแฟวีสลิม เนื่องจากอัตราส่วนนี้น้อยกว่ามาก ก็จะข้ามรายละเอียดส่วนนี้ไป

ทีนี้ก็อาจสงสัยว่าเซเว่นฯ เองก็ดูพยายามทำร้านกาแฟสดภายในร้านอีกทีชื่อ All Cafe' แบบนี้ TACC จะกระทบไหม? ในไฟลิ่งนั้นบอกเพียง TACC ก็มีสัญญาส่งสินค้าด้วยคือผงชงชานม ชาเขียวมัตฉะ และชามะนาว ส่วนเมล็ดกาแฟสดนั้นไม่มีส่วน

อาจพูดได้ว่า TACC มีงานหลักคือผลิตผงผสมเครื่องดื่มส่งเซเว่นฯ

มุมกาแฟสด All Cafe' ซองผงพวกนั้นคือ TACC (ซึ่งไม่ใช่กาแฟ)

พองานหลักเป็นการผลิตผงผสมเครื่องดื่ม เมื่อดูรายละเอียดด้านการผลิต TACC ก็น่าสนใจมาก ในอดีตบริษัทใช้วิธี OEM (จ้างโรงงานภายนอก) ผลิตผงผสมทั้งหมด โดยบริษัทมีหน้าที่วิจัยและคิดสูตร เพิ่งจะมาตั้งโรงงานของตัวเองในปี 2556 ที่บ้านบึง ชลบุรี และปัจจุบันเดินกำลังการผลิต 95% แล้ว ก็ยังคิดเป็นปริมาณราว 22% ของยอดซื้อรวม แปลว่าบริษัทยังต้องพึ่ง OEM อีกมาก หรือไม่งั้นก็ต้องขยายโรงงาน

โรงงาน OEM นั้นในเอกสารระบุว่ามีทั้งหมด 5 โรงงาน แต่มีโรงงานหนึ่งที่เป็นโรงงานหลักโดยผลิตคิดเป็น 65% ของยอดซื้อรวม ซึ่งสูงมากทีเดียว (อีก 4 แห่งเหลือราว 13% รวมกัน) นอกจากนี้บริษัทยังไม่มีแผนกขนส่งสินค้าของตนเองแต่ใช้วิธีว่าจ้างภายนอกทั้งหมดด้วย

เมื่อเห็นความเสี่ยงใหญ่ๆ 2 อย่าง TACC อธิบายทางป้องกันดังนี้
  • ในแง่การพึ่งพิง CPALL บริษัทฯ อธิบายว่า ยังเชื่อในความสัมพันธ์ที่ดีกับ CPALL ซึ่งยาวนานถึง 12 ปีแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังกระจายความเสี่ยงโดยร่วมพัฒนาเครื่องดื่มตู้กดกับร้านค้า-ร้านอาหารอื่นเพื่อขยายตลาดด้วย
  • ในส่วนของการ OEM นั้น บริษัทฯ ระบุว่าการผลิตผงเครื่องดื่มไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน สูตรเป็นเรื่องสำคัญกว่า ฉะนั้นการหาผู้ผลิตรายใหม่ทดแทนจึงไม่ใช่เรื่องยากหากเกิดอุปสรรคขึ้น

งบการเงิน

  • สินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้การค้า
  • มีเงินกู้ยืมระยะยาว 6.4 ล้านบาท
  • รายได้ 3 ปีย้อนหลังค่อนข้างคงที่ ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี
  • กำไรขั้นต้นอยู่ราว 30%
  • Net Profit งวดล่าสุดอยู่ที่ 7% เนื่องจากเจอค่าใช้จ่ายการขาย-บริหาร
  • งวด 9 เดือนล่าสุด EPS อยู่ที่ 0.09 บาท (คิดจากจำนวนหุ้นเพิ่มทุนแล้ว)
 

รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายแบบ B2B (เซเว่นฯ) ส่วนตลาดต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม B2C โดยมีตลาดหลักคือกัมพูชา

ไอพีโอ

  • TACC ขายหุ้นเพิ่มทุน 168 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.63% ของหุ้นทั้งหมด
  • ราคาขาย 2.88 บาทต่อหุ้น พาร์ 0.25 P/E 23.19 เท่า (OISHI 20.73, ICHI 19.08, SAPPE 24.54) แต่บริษัทฯ ระบุว่ามีส่วนลดเนื่องจากเข้าตลาด mai ที่มี P/E สูงกว่า
  • เงินเพิ่มทุน 343 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่วนอีก 120 ล้านบาท ใช้ลงทุนโครงการตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติที่พัฒนาร่วมกับ CPALL
  • ฟินันเซียไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรท์
ไฮไลท์สำคัญอีกรายการคือ บริษัทมีการขายหุ้น RO เพิ่มทุนจำนวน 132 ล้านหุ้น ที่ราคา 0.25 บาทต่อหุ้นกับผู้ถือหุ้นเดิม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งคิดเป็น 21.8% ของหุ้นทั้งหมด เป็นสัดส่วนที่สูงอยู่เหมือนกัน

TACC เริ่มซื้อขายวันพุธที่ 2 ธันวาคมนี้ ในตลาด mai หมวดเกษตรและอาหาร การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจนะฮัฟกระผม!


No comments: