2016/01/17

อัพเดตการถือครองหุ้น CPALL ของนักลงทุนสถาบัน ธ.ค. 58

** Update: เนื่องจากเนื้อหานี้มีการส่งต่อไปค่อนข้างมาก และถูกบิดเบือนจนเป็นประเด็น ขอชี้แจงที่มาที่ไปดังนี้ เฉพาะส่วนที่มาของตัวเลขครับ

  • ตัวเลขเดือนพฤศจิกายนเกิดจากจดเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยใช้ตัวเลขใน Fact Sheet เดือนพฤศจิกายน ในช่วงสิ้นเดือน ที่แต่ละกองทุนมีการจัดทำรายงานออกมา นำ NAV คูณ % ที่รายงาน หารราคาหุ้นตามวันที่รายงานกลับออกมาเป็นจำนวนหุ้น ซึ่งบันทึกไว้ก่อนหน้านี้
  • ตัวอย่างเช่น B-LTF ข้อมูลอัพเดต 27 พ.ย. 58 มี NAV 34,468.79 ล้านบาท โดยมี CPALL 11.36% = 3,915 ล้านบาท หารด้วยราคาปิดวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 47.5 บาท ได้ 82.43 ล้านหุ้น
  • สำหรับตัวเลขเดือนธันวาคม กองทุนฯ ส่วนใหญ่ที่รายงาน Top 5 ใน Fact Sheet ไม่มีหุ้น CPALL จึงลงว่า N/A ส่วนของ BBLAM มีการบันทึกไว้ทางหน้ารายละเอียดการลงทุน ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2015 ก็ใช้เลขตัวนี้มาเทียบ
** Update 2: ทาง BBLAM ได้แสดงเอกสารการรับรองหุ้น CPALL ที่ถืออยู่ โดยเป็นข้อมูลตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 (วันที่มีการแจ้งความผิดเรื่อง Insider) จนถึงปัจจุบัน ว่าจำนวนหุ้นรวมทั้งหมดยังเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

เอกสารรับรองจำนวนหุ้น CPALL ที่ BBLAM มีว่าไม่เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า BBLAM ไม่ได้มีการซื้อหุ้นเพิ่มตั้งแต่ 4 ธันวาคม ที่มีประเด็นอย่างที่มีการนำข้อมูลต่างๆ ไปตีความกล่าวอ้าง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าผู้ที่นำข้อมูลนี้ไปเผยแพร่ต่อมีเจตนาเช่นไร ดังนั้นแล้วจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่นำข้อมูลคำนวณนี้ไปเผยแพร่ แล้วมีการกล่าวผิดๆ ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วย

ผมเองไม่มีเจตนาใดนอกจากต้องการดูนัยยะสำคัญของการปรับลดราคาของหุ้น CPALL ที่ลงมามากช่วงที่ผ่านมา กับการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของกลุ่มสถาบันซึ่งมีรายงานทุกเดือน แตกต่างจากทั่วไปที่ต้องรอปิดสมุดครับ อีกทั้งตัวเลข ณ วันที่รายงาน (27 พ.ย. กับ 30 ธ.ค.) ก็ไม่อาจนำไปโยงว่าเกี่ยวข้องหรือไม่กับเหตุการณ์ธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นครับ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด



ก็ดูตามภาพนี้เลย... จะเห็นว่าหลายกองทุน จำนวน CPALL ที่ถือครองลงว่า N/A เพราะเดิมกองทุนเหล่านี้ถือ CPALL ติด Top5 จึงมีรายงานจำนวนที่ถือ แต่ล่าสุด CPALL ไม่ติด Top5 ของกองทุนเหล่านั้นแล้ว ก็เป็นไปได้ว่ามีการลดจำนวนหุ้นที่ถือลงไป ซึ่งสุทธิจะเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนยังไม่มีข้อมูล ต้องรอดูในรายงานประจำปี





No comments: