2016/11/28

ข้อมูลสรุปไอพีโอหุ้น TNR บริษัทถุงยางอนามัยรายแรกในตลาดหุ้นไทย

TNR บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทล่าสุดที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น SET พร้อมมาร์เก็ตแคปถึง 4.8 พันล้านบาท หุ้นบริษัทเป็นอีกหนึ่งแห่งที่ได้รับความสนใจมากทีเดียว อาจจะด้วยเพราะธุรกิจหลักบริษัทคือการผลิตและจำหน่ายสินค้าอย่าง Condom หรือถุงยางอนามัย นักลงทุนพื้นฐานหลายคนเลย "ศึกษากิจการ" กันเข้มข้นมาก ว่าแล้วก็มาดูข้อมูลสรุปของ TNR กันครับ โดยข้อมูลทั้งหมดนำมาจากเอกสารไฟลิ่ง เวอร์ชันสุดท้าย



ธุรกิจของ TNR


TNR มีกิจกรรมหลักคือ ผลิต และ จำหน่าย ถุงยางอนามัย โดยโรงงานของ TNR มีกำลังการผลิตรวมถึง 1,950 ล้านชิ้นต่อปี! จากโรงงานสองแห่งที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง และแหลมฉบัง ซึ่งอยู่ในชลบุรีทั้งคู่

อย่างไรก็ตามบนคำว่าผลิตและจำหน่าย TNR นั้นมีการผลิตถุงยางอนามัยที่หลากหลาย ให้กับลูกค้าหลายแบบเช่นกัน


  • แบรนด์ของตัวเอง ยี่ห้อ Onetouch จำหน่ายในไทย, CLMV และอียิปต์ คิดเป็นรายได้ ~8%
  • OEM เป็นการรับจ้างผลิตให้ลูกค้าทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งได้สัญญาผลิตถุงยางยี่ห้อ Playboy เพื่อขายทั่วโลก โดย TNR ยังได้สิทธิจำหน่ายในไทย รายได้ส่วนนี้ ~78% ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักบริษัทเลย
  • งานประมูล คือการประมูลเพื่อผลิตถุงยางให้องค์กรรัฐและเอกชน ซึ่งจะนำไปจำหน่ายแจกจ่ายต่อไป คิดเป็นรายได้ ~14%


TNR นั้นมีสินค้าที่ผลิตอยู่สองอย่างคือ ถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น โดยรายได้หลัก 96.5% ก็มาจากถุงยางอนามัยนั่นเอง ที่น่าสนใจคือเมื่อแยกภูมิภาค รายได้ถึง 41% มาจากในทวีปเอเชียไม่รวมไทย, อเมริกา 29% ขณะที่ในไทยนั้นคิดเป็น 7% เท่านั้น

ทีนี้มาดูแบบเร็วๆ ในส่วนที่ทำให้คนแชร์เรื่อง TNR เยอะก็คือ Product Specification โดยถุงยางอนามัย TNR มี 9 รูปร่าง ส่วนขนาด-ความยาว ก็หลากหลายแบบตามแต่ออเดอร์ลูกค้า เอาเป็นว่าดูและศึกษากันเองตามภาพด้านล่าง

รายละเอียดสเปกถุงยางอนามัยที่ TNR ผลิต

ข้อมูลเพิ่มเติมของอุตสาหกรรมถุงยางอนามัย


  • ถุงยางอนามัยในตลาด 80% ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ
  • น้ำยางธรรมชาติเข้มข้น 60% เป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต และมีราคาผันผวนสูง ซึ่ง TNR ใช้วิธีทำสัญญาซื้อขายระยะสั้น
  • 92.5% เป็นถุงยางอนามัยผู้ชาย
  • อัตราการเติบโตของตลาดถุงยางอนามัยโลกเฉลี่ยต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า (CAGR) 9.3%
  • ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดในโลก 23.8% โดยมาเลเซียเป็นเบอร์สอง 19.1%
  • ถุงยางอนามัยเป็นธุรกิจ Barrier to Entry สูง เนื่องจากจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ต้องขอใบอนุญาต และใช้เวลาเนื่องจากต้องมีการทดสอบผลิตภัณฑ์ตาม Shelf Life นั่นคือ 5 ปี
  • หากประเมินเฉพาะกำลังการผลิตรวม TNR ถือเป็นเบอร์สองของโลก (อันดับ 1 คือบริษัท Karex ซึ่งมีโรงงานในไทยด้วยคือ Innolatex)
  • Onetouch มีส่วนแบ่งการตลาดในไทยเป็นอันดับ 2 (20.6%) มี Durex เป็นอันดับหนึ่ง (57.8%) อย่างไรก็ตามแนวโน้ม 3 ปีย้อนหลัง Market Share ของ Onetouch ก็ดีขึ้นตลอด รวมทั้ง Playboy ที่ TNR รับจ้างผลิตก็เป็นอันดับ 4 ตอนนี้


งบการเงิน


ดูงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จก่อน

งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ TNR ณ 30 กันยายน 2559


  • ในปี 2559 รายได้จาก Onetouch เพิ่มขึ้นและคิดเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากการประมูลลดลง
  • การเติบโตของ Onetouch มาจากการเริ่มขายรุ่น 003 และเปิดตลาดในอียิปต์
  • สินทรัพย์หลักบริษัทคือลูกหนี้การค้า และที่ดิน อาคาร อุปกรณ์
  • หนี้สินส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น มีเงินกู้ยืมระยะยาวอยู่ 29.7 ล้านบาท ณ งวดกันยายน 2559
  • Cash Cyle 78.8 วัน (Q3 2559)
  • ROA 16.8% ROE 41.5% (Q3 2559)
  • หลังไอพีโอ EPS ย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุด 0.8 บาทต่อหุ้น


ไอพีโอ


  • TNR ขายหุ้นไอพีโอ 25% รวม 75 ล้านหุ้น (โดยมาจาก TNR เพิ่มทุน 37.5 ล้านหุ้น และผู้ถือหุ้นเดิม 37.5 ล้านหุ้น) ที่ราคาหุ้นละ 16.00 บาท พาร์ 1 บาท โดยมีหุ้นสามัญรวมหลังไอพีโอ 300 ล้านหุ้น
  • หลังการเสนอขายกลุ่มครอบครัวผู้บริหารจะถือหุ้น 75%
  • เงินไอพีโอ จะนำไปชำระเงินกู้ยืม 400 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียน
  • PE ย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุด 20.4 เท่า
  • บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เป็น FA และ อันเดอร์ไรท์ (ทั้งนี้มีหมายเหตุว่า ธนาคารกสิกรไทยก็เป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งของ TNR)


ปิดท้ายเหมือนเดิมครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน


No comments: